แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ HR แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ HR แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หน้าที่ของมนุษย์ คือ “ทำปัจจัยให้พร้อม” - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโต)


“การพัฒนาที่ยั่งยืน” ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโต)

การพัฒนาคน Human Development นั้น มี ๓ ด้าน คือ
๑.     ด้านพฤติกรรม
ได้แก่ วินัย การทำมาหาเลี้ยงชีพ วิธีปฏิบัติและเสพบริโภคอย่างแบ่งปันและอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม
๒.     ด้านจิตใจ
ได้แก่ คุณธรรม ความรู้สึก แรงจูงใจ และสภาพจิตใจ
๓.    ด้านปัญญา
คสามรู้ความเข้าใจเหตุผล การเข้าใจถึงความจริง ทัศนคติ และแนวความคิดต่างๆ

เมื่อการศึกษาที่บูรณาการทั้ง ๓ ด้านนี้ ก็จะเกิดการพัฒนาคนอย่างเป็นองค์รวม
ซึ่งจะทำให้การพัฒนาเชิงวัฒนธรรมเข้ามาบรรจบกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

การแก้ปัญหาแบบองค์รวมหรือบูรณาการให้มีดุลยภาพนี้
ก็คือ ความพรั่งพร้อมของ “เหตุปัจจัยหรือองค์ประกอบ” เท่านั้น
คือเมื่อปัจจัยครบถ้วน ผลที่ต้องการก็จะเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น...
หน้าที่ของมนุษย์ คือ “ทำปัจจัยให้พร้อม”

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

ต้องพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่ไปกับ “การพัฒนาคนให้มีจริยธรรม” - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโต)


“การพัฒนาที่ยั่งยืน” ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโต)

ปัญหาที่ขัดขวางการแก้ปัญหาธรรมชาติแวดล้อม ทำให้การแก้ปัญหาการพัฒนาสำเร็จ ทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้ ก็เพราะปัญหากิเลส ๓ อย่างที่เป็น “ตัวขัดขวางจริยธรรม” คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ
๑.     ตัณหา ความอยากได้ อยากบำรุงบำเรอตัวเอง อยากได้ประโยชน์
๒.     มานะ ความใฝ่อำนาจ ต้องการยิ่งใหญ่ ครอบงำ
๓.    ทิฏฐิ ความยึดมั่นตลอดจนคลั่งไคล้ในค่านิยม แนวความคิด ลัทธิ ศาสนา อุดมการณ์ต่างๆ ข้อนี้เป็นตัวร้ายที่สุดที่ทำให้ปัญหายืดเยื้อและแก้ได้ยาก

จะต้องพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่ไปกับ “การพัฒนาคนให้มีจริยธรรม”
แล้วเราจะเข้าสู่ภาวะพัฒนาโดยไม่เพิ่มปัญหา

โดยจริยธรรมนี้ ต้องมีทั้งระดับบุคคล และระดับชาติระดับสังคม
การพัฒนาให้มีจริยธรรม ก็ด้วย “การศึกษา”
อย่างน้อยต้องรู้เท่าทันปัญหา

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Visible Leadership - Sir Richard Evans


ผู้นำ
เป็นทั้งคนที่ต้องนำ และ ต้องรับรู้-รับฟัง

ดังนั้น...
ผู้นำ ต้องพร้อมที่จะ "พบ" ได้เสมอ
และ อาจจะต้องตลอดเวลา(ด้วยซ้ำไป)

องค์กรยิ่งมีขนาดใหญ่...
ผู้นำต้อง "จัดเวลา" ให้ดี
เพื่อให้เกิดภาพของการเข้าถึงได้ง่าย หรือ "พบได้ง่าย"

หากผู้นำ ต้องการให้ "การนำได้รับความสำเร็จ" แล้วล่ะก็...
คุณต้องพร้อมที่จะให้ "พบได้เสมอ"

...

Visible Leadership - Sir Richard Evans - Chairman of United Utilities
...

อ๋อ ครับผม

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Surround yourself with the best - Dianne Thompson : Chief Exec. of Camelot group

http://boomeryearbook.com/blog/wp-content/uploads/2009/03/byb-optical-illusions-circles-clip_image001.jpg

ผู้นำที่แท้จริง...
จะไม่กลัวที่จะมี "ลูกน้องที่เก่งกว่า" มีความสามารถมากกว่า

ดีซะอีก...ที่มีลูกน้องเก่งๆ
ผู้นำจะต้องนำลูกน้องเก่งๆมาร่วมกันทำงาน
สร้างเป็นทีมงานที่ยิ่งใหญ่

หากเป็นเช่นนี้แล้ว...
งานขององค์กรก็จะทำสำเร็จได้อย่างง่ายดาย
ง่ายขึ้น

คนยิ่งมีคุณภาพสูง...
งานก็จะมีประสิทธิภาพสูงตามไปด้วย

ประเด็นที่สำคัญสำกรับเรื่องนี้คือ...
"การมอบหมายงาน" หรือ Delegation

โดยสรุปแล้ว...
"อย่ากลัว" ที่จะรับ "คนเก่งกว่า" เข้ามาทำงาน
จงรับเข้ามา...พัฒนาพวกเขา...มอบหมายงานที่เหมาะสม...
ให้อำนาจในการทำงาน...
แล้วองค์กรจะ "สำเร็จอย่างงดงาม"

Dianne Thompson : Chief Exec. of Camelot group
...
อ๋อ ครับผม

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

'Change is good' - David Brandon - Chairman & CEO of Domino's Pizza


"โค้ช ต้องเตรียมทีม เพื่อที่จะชนะ เสมอ"

การเปลี่ยนแปลง (Change) นั้น
เรามักไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่ามันจะเกิดตอนไหน
บางครั้ง...มันเกิดรวดเร็วเกินกว่าที่เราจะคาดคิด

เหมือนการเล่นกีฬา
พอจะได้พักเหนื่อยบ้าง
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดทันทีตรงนั้น...ทำให้เราต้องลุกขึ้นไปแข่งต่อ
มันก็เป็นอย่างนี้

ในบทบาท "ผู้นำ" ก็เช่นเดียวกัน
ผู้นำต้อง "เตรียม" องค์กรให้พร้อมอยู่เสมอ
โดยการเริ่ม "เปลี่ยมมุมมองหรือวิธีคิด" ของทีมงาน
ให้พร้อมที่จะรับ "การเปลี่ยนแปลง"
พร้อมที่จะมองว่า "การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งดี" Change is good!

...
อ๋อ ครับผม

วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่จะช่วยให้เป็น "ผู้นำที่ดี" (และเก่ง)...


คนไทยมักจะพูดถึงผู้นำ ๒ แบบ คือ
แบบมีพระเดช และ พระคุณ
หรือ...เรียกว่า..
แบบมีอำนาจ หรือ มีบารมี

แต่สิ่งที่ถือว่า ผู้นำมีแล้วย่อมดีกว่า คือ "บารมี"
และว่าไปแล้วการนำนั้น ก็น่าจะต้องมีทั้งสองอย่างร่วมกัน
ใช้ตามสถานการณ์...

เครื่องมือ หรือ สิ่งที่จะส่งเสริมการเป็น "ผู้นำที่ดี" และเก่ง ได้แก่

๑. พลังการโน้มน้าว Persuation
     ที่สามารถโน้มน้าวคนอื่นๆได้ดี

๒. ความอดทน อดกลั้น Patience

๓. เปิดใจ Openness
     รับฟังความคิดเห็นของคนอื่นๆ และผู้ตามได้

๔. ใส่ใจ Kindness & Caring
      ให้ความสนใจ ใส่ใจดูแลผู้ตาม

๕. กรุณา Compassionate confrontation
      สามารถมองเห็นสิ่งที่ผิดพลาดและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วช่วยผู้ตามให้ระมัดระวังสิ่งดังกล่าว

๖. มีคุณธรรม Integrity


จริงๆแล้วคงมีอีกมากมายหลายเรื่องที่จะส่งเสริมการเป็นผู้นำที่ดีและเก่ง
ลองปรับใช้และเรียนรู้ดูครับผม

อ๋อ ขอรับ

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิธีคิด และ ข้อระลึก ของการเป็น "Coach ที่ดีที่สุด"


ตัว Coach เอง...
ต้องรักษา “วิธีคิดและวางบทบาทในการสอนงานอย่างต่อเนื่อง” (maintain the mindset of coach)
และที่สำคัญอีกอย่างคือ...
“ต้องรักษาความเชื่อมั่นที่ว่า ผู้รับการชี้แนะนั้น มีความสามารถในการปฏิบัติตามข้อตกลงได้จริง และจะพบความสำเร็จในที่สุด” (Believing in their ability)
ต้องระลึกไว้เช่นนี้เสมอ!

รายละเอียดที่ http://coach-ampol.blogspot.com/2011/10/how-tocoach.html

อ๋อ ครับผม

สิ่งสำคัญที่สุดของ “การสอน” คือ การรู้ว่าผู้เรียน "รับรู้" อะไรบ้าง...


สิ่งสำคัญที่สุดของ “การสอน” คือ...
การที่จะประเมินว่า “ผู้เรียนได้เรียนรู้หรือรับรู้อะไรไปบ้าง?”
ระวังการประเมินโดยใช้เกณฑ์ “ผู้สอนได้สอนอะไรไปบ้าง?” ซึ่งหากใช้เกณฑ์นี้ จะเป็นความผิดพลาดอย่างมากทีเดียวในการสอน และจะส่งผลให้ การสอนประสบความล้มเหลวในที่สุด
โดยสรุปแล้ว...
“ผู้ที่สอนงานเก่ง” Good Coach ก็คือ “ครูที่เก่ง” Good Teacher นั่นเอง


รายละเอียดที่ http://coach-ampol.blogspot.com/2011/10/coachs-mind-set.html

อ๋อ ครับผม

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

The BOSS ตอนที่ ๔ – “ชี้แนะ” Coaching จากเจ้านายต่อลูกน้อง...ความสามารถพิเศษที่ฝึกได้



หนังสือ The BOSS บริหารคนอย่างเหนือชั้น
ไม่แน่ใจคนเขียนนะครับ แต่เขียนได้ดีครับ อ่านง่าย กระชับ นำไปใช้ได้เลย
แปลโดย อาจารย์ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม
การเป็น “นาย” หรือ Boss นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ
รับผิดชอบเยอะ ทั้งเรื่องงาน และ เรื่อง “คน”

The BOSS ตอนที่ ๔ – “ชี้แนะ” Coaching จากเจ้านายต่อลูกน้อง...ความสามารถพิเศษที่ฝึกได้
เป็นการช่วยเหลือลูกน้องให้สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ และสามารถสร้างผลงาน “เข้าตากรรมการ” เพื่อจะเติบโตขึ้นไปในระดับสูงขึ้นในองค์กร
โดยผู้เขียนได้สรุป “การชี้แนะแนวทางการทำงาน” ของเจ้านาย ไว้  หลายเรื่องด้วยกัน ได้แก่
1.   กำหนดเป้าหมาย
ถือเป็น “กฎข้อที่ ๑” ในการให้คำแนะนำชี้แนะเลยทีเดียว
ลูกน้องต้องเข้าใจเป้าหมายการทำงานอย่างชัดเจน

2.   มีบรรทัดฐาน
หากบรรทัดฐานสูงเกินไป ลูกน้องจะเครียดมากกว่าที่จะเป็นผลดี
ดังนั้น บรรทัดฐานจึงควรคำนึงหรือกำหนดตามความสามารถของลูกน้องแต่ละคนด้วย
เพื่อไม่ให้เกิดภาวะกดดันหรือเครียดมากเกินไป

3.   คำสั่งต้องชัดเจน
เจ้านายที่แนะนำหรือชี้แนะจะต้องให้คำพูดหรือเนื้อหาที่บอกไป ชัดเจน ไม่คลุมเครือ
คำที่คลุมเครือ ก็อย่างเช่น “อาจจะ” “บางที” เป็นต้น

4.   การมีส่วนร่วม(กับงานของลูกน้อง)
การให้คำชี้แนะขแงเจ้านายนั้น บางทีอาจจะต้องแสดงออกหรือเข้าไปมีส่วนร่วมบางส่วนของงาน
เพื่อให้ลูกน้องมีความเชื่อมั่นกับงานที่ทำว่าจะบรรลุความสำเร็จได้อย่างไม่ต้องสงสัย

5.   กระตุ้นให้ลูกน้องแสดงความคิดเห็น
ลูกน้องหลายคน มักเกรงใจเจ้านาย จึงไม่ค่อยสอบถามแม้จะสงสัย คือลองทำไปก่อนแล้วค่อยถาม
แต่ในการให้คำชี้แนะนั้น เจ้านายจะต้องกระตุ้นหรือถามลูกน้องถึงความเข้าใจหรือความชัดเจนในข้อตกลงในการทำงาน
อย่างน้อยก็เพื่อให้ลูกน้องทำงานได้อย่างเข้าใจ แจ่มแจ้ง ราบรื่นตลอดงานที่ได้รับมอบหมาย

6.   ยกตัวอย่างประกอบ
แน่นอนว่า การใช้แต่คำพูดหรือทฤษฎีล้วนๆกับลูกน้องนั้น ความเข้าใจอาจไม่แจ่มแจ้งทั้งหมด โดยเฉพาะความจริงที่ว่า ลูกน้องแต่ละคนมีระดับความเข้าใจหรือการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป
การให้ตัวอย่างประกอบย่อมทำให้ความเข้าใจมีมากขึ้นกว่าเดิม
โอกาสที่ลูกน้องจะทำงานได้อย่างถูกต้อง ก็จะมีมากขึ้น

จริงแล้วมีอีกหลายข้อ แต่ขอยกเฉพาะที่น่าสนใจจริงๆมา 6 ข้อเท่านั้น
ลองปรับใช้ดูนะครับ เพื่อองค์กรจะได้ก้าวหน้าไปอย่างดียิ่งขึ้น และ นำพาความสำเร็จมาสู่ทุกคนในองค์กร ทำให้องค์กรดำเนินไปและเติบโตอย่างยั่งยืน.

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

The BOSS ตอนที่ ๓ – “หน้าที่ความรับผิดชอบ” ของเจ้านายที่ต้องดูแลลูกน้อง...ต้องใช้ศิลปะ



หนังสือ The BOSS บริหารคนอย่างเหนือชั้น
ไม่แน่ใจคนเขียนนะครับ แต่เขียนได้ดีครับ อ่านง่าย กระชับ นำไปใช้ได้เลย
แปลโดย อาจารย์ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม
การเป็น “นาย” หรือ Boss นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ
รับผิดชอบเยอะ ทั้งเรื่องงาน และ เรื่อง “คน”

ตอนที่ ๓ – “หน้าที่ความรับผิดชอบ” ของเจ้านายที่ต้องดูแลลูกน้อง...ต้องใช้ศิลปะ
โดยผู้เขียนได้สรุป “หน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้านาย” ไว้ 5 เรื่องด้วยกัน ได้แก่
1.   มอบอำนาจให้ลูกน้อง ตามสมควร
ต้องรู้ความสามารถของลูกน้องแต่ละคน
แล้วต้องให้ลูกน้องรู้ถึงขอบข่ายงานที่ต้องทำอย่างชัดเจน
ให้อำนาจในการทำงานอย่างเต็มที่ในขอบข่ายดังกล่าว

2.   อย่าช่วยเหลือแนะนำลูกน้อง มากจนเกินไป
การก้าวก่ายงานลูกน้องมากไป ก็เหมือนทำงานช่วยลูกน้องจนลูกน้องอาจไม่กล้าใช้ความสามารถเต็มที่ หรือ อยู่ในสถานะพึ่งพาเจ้านายเสมอๆ
เมื่อมอบหมายงานแล้ว ควรไว้วางใจ สอบถามบ้างตามโอกาส และช่วยในความคืบหน้าของงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย

3.   อย่าแย่งความดีความชอบ จนพร่ำเพรื่อ
เจ้านายหลายคนมักคิดว่า ผลงานลูกน้องเกิดจากการวางแผนหรือการสนับสนุนของตนเอง คือ คิดว่าผลงานนั้นๆ เกิดจากความดีความชอบของตนเอง
แน่นอนว่า ลูกน้องทำได้ดี ก็มีส่วนมาจากเจ้านายส่วนหนึ่ง
แต่ก็ควรต้องชื่นชมลูกน้องด้วย คุยกับผู้ใหญ่ถึงผลงานของลูกน้องด้วย

4.   เน้นศีลธรรมจรรยาในอาชีพ
ไม่ไปเน้นเรื่องตัวเงินมากเกินไป
พูดให้ลูกน้องได้เห็นภาพการทำงานที่ไม่ได้ทำเพื่อเงินอย่างเดียว
มีเรื่องคุณค่าของชีวิตด้วย

5.   ละทิ้งเรื่องส่วนตัว
ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาที่ทำงาน
ควรเห็นอกเห็นใจลูกน้องที่ไม่สบายใจ
ต้องอดทน อดกลั้น
แสดงน้ำใจ
ต้องชี้แนะ ช่วยผ่อนคลาย

ลองปรับใช้ดูนะครับ เพื่อองค์กรจะได้ก้าวหน้าไปอย่างดียิ่งขึ้น และ นำพาความสำเร็จมาสู่ทุกคนในองค์กร ทำให้องค์กรดำเนินไปและเติบโตอย่างยั่งยืน.


ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

The BOSS ตอนที่ ๒ – “ทำตัวเป็นตัวอย่าง” จากเจ้านายสู่ลูกน้อง...เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม


หนังสือ The BOSS บริหารคนอย่างเหนือชั้น
ไม่แน่ใจคนเขียนนะครับ แต่เขียนได้ดีครับ อ่านง่าย กระชับ นำไปใช้ได้เลย
แปลโดย อาจารย์ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม
การเป็น “นาย” หรือ Boss นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ
รับผิดชอบเยอะ ทั้งเรื่องงาน และ เรื่อง “คน”

ตอนที่ ๒ – “ทำตัวเป็นตัวอย่าง” จากเจ้านายสู่ลูกน้อง...เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
การทำตามคำสั่งของลูกน้องนั่นเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การยอมรับอย่างจริงใจนั้น ยากมากทีเดียว วิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผล คือ การทำตัวเป็นตัวอย่างของเจ้านาย นั่นเอง
โดยผู้เขียนได้สรุป “การทำตนให้เป็นตัวอย่างของเจ้านาย” ไว้ 6 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
1.   กระตือรือร้นในการทำงาน
ยิ้มแย้มแจ่มใส มีอารมณ์มุ่งมั่นในการทำงาน
แยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกัน
ร่วมทำงานกับลูกน้องเสมอ

2.   ให้ความสำคัญกับเรื่องเวลา
อันนี้ชัดเจน คือ เรื่อง การตรงต่อเวลา กำหนดเวลาอย่างไร ยึดถือตามนั้น
เป็นตัวอย่างในการตรงต่อเวลาเสมอ

3.   เด็ดขาด รวดเร็ว
ไม่โลเล ความคิดและการตัดสินใจต้องรวดเร็ว ทันการณ์ และต้องเด็ดขาด ไม่เปลี่ยนแปลง
ต้องมองรอบ ช่วยลูกน้องคิดในมุมกว้าง เข้าใจสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อช่วยการตัดสินใจได้ดี

4.   สุขุม เยือกเย็น
ความคิดและการตัดสินใจ นอกจากจะรวดเร็ว แล้วต้องถูกต้อง ต้องเฉลียวฉลาดในความคิด จึงจะสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้ดีและมีประสิทธิภาพสูง
ต้องไม่ตื่นตระหนกตกใจกับการเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ คือ สุขุม นั่นเอง
ต้องมี ความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ และแสดงให้ลูกน้องเห็น มีความเป็นธรรม

5.   กายวาจาตรงกัน
อย่ามีลักษณะ “พูดอย่างทำอีกอย่าง”
ต้องพูดแล้วก็ทำอย่างที่พูด มิฉะนั้น จะขาดความน่าเชื่อถือจากลูกน้อง

6.   ไม่ปัดความรับผิดชอบ
รับชอบ แล้วต้องรับผิดได้ด้วย
ลูกน้องทำงานดี เจ้านายรับชอบ
ลูกน้องทำงานพลาด เจ้านายต้องร่วมรับผิดชอบ ไม่ปัดความผิดไปที่ลูกน้อง
การที่ลูกน้องทำพลาด ก็ต้องมีสาเหตุ จึงต้องร่วมด้วยช่วยกันแก้ไข หาสาเหตุที่แท้จริงให้พบ แล้วร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆร่วมกับลูกน้อง

ลองปรับใช้ดูนะครับ เพื่อองค์กรจะได้ก้าวหน้าไปอย่างดียิ่งขึ้น และ นำพาความสำเร็จมาสู่ทุกคนในองค์กร ทำให้องค์กรดำเนินไปและเติบโตอย่างยั่งยืน.

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

The BOSS ตอนที่ ๑ – “นิสัยใจคอ” ของลูกน้อง มีหลายแบบ..ต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้น

หนังสือ The BOSS บริหารคนอย่างเหนือชั้น เขียนโดย อาจารย์ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม
เขียนได้ดีครับ อ่านง่าย กระชับ นำไปใช้ได้เลย

การเป็น “นาย” หรือ Boss นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ
รับผิดชอบเยอะ ทั้งเรื่องงาน และ เรื่อง “คน”
โดยเฉพาะเรื่องคนนี่ “เป็นประเด็น” มากทีเดียว เพราะการทำให้คนพอใจทุกคนนั้น ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย แต่การทำให้ทุกคนอยู่ด้วยกันได้โดยไม่มีความขัดแย้งหรือมีความขัดแย้งก็มีให้น้อยนั้น อาจจะพอทำได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า “นาย” เข้าใจงานในด้านการดูแลคนมากน้อยเพียงใด


ตอนที่ ๑ – “นิสัยใจคอ” ของลูกน้อง มีหลายแบบ..ต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้น

“นิสัยใจคอ” ของลูกน้อง มีหลายแบบ..ต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้นเสียก่อน จึงจะจัดการเรี่องคนได้ดีมากขึ้น
โดยอาจารย์อดุลย์ได้สรุปนิสัยใจคอของลูกน้องไว้ 6 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
1.   ลูกน้องประเภทหัวแข็งดื้อด้าน
ลูกน้องบางส่วนเป็นพวก “รักศักดิ์ศรี” อย่างมาก
ดังนั้น เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ (รวมถึงเจ้านาย) ก็มักจะทำตัวแบบ “ดื้อ” ไม่ยอมก้มหัวให้ง่ายๆ
บางครั้งก็จะพบว่าเป็นพวก “ดื้อเงียบ” คือ เหมือนจะฟังและเข้าใจ พอลับหลังไป ก็ไปพูดแบบไม่เห็นด้วย แล้วยืนกรานความคิดเห็นของตนเองอย่างแน่นเหนียว ซึ่งผมเองก็เจอมาพอควรครับแบบนี้
วิธีแก้ไข คือ...
พูดแบบใจเย็นๆ ในเชิงข้อร้องให้ช่วยงาน
พูดขอร้องให้ช่วย ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน
โดยสรุปก็คือ “ให้เกียรติมากขึ้น” นั่นเอง

2.   ลูกน้องประเภททำงานตามระเบียบ
ข้อดีคือ ทำตามที่นายสั่งทุกประการ
ข้อเสียคือ นอกคำสั่งเจ้านาย แม้ดีก็ไม่ทำ
อีกคำหนึ่งที่มีการให้นิยามกลุ่มนี้คือ “เช้าชามเย็นชาม”
ประเด็นก็คือ ทำงานเหมือนเครื่องจักร ทำให้เมื่อเกิดความผิดพลาดบางประการ ไม่สามารถรู้ได้ทันการณ์ ทำให้แก้ไขไม่ทันเวลา เกิดความเสียหายมากกว่า
วิธีแก้ไข คือ...
ชมเชยที่ทำงานได้ตามแผนงาน
แต่ต้องกระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นออกมา และ ลงรายละเอียดมากขึ้น
กระตุ้นให้สามารถตัดสินใจในการแก้ปัญหาได้เองด้วย

3.   ลูกน้องประเภทชอบแสดงออก
กลุ่มนี้มีความเชื่อมั่นสูง ใจร้อน อยากแสดงออก
พบได้มากในน้องๆที่จบมาใหม่ๆ ไฟแรง พลังเยอะ อยากแสดงผลงานให้ประจักษ์
ข้อเสียคือ มองข้าม “จังหวะที่เหมาะสม” ไป ไม่ค่อยอดทน และทำงานแบบขาดลำดับการจัดงานที่สำคัญ (Priority)
ข้อดีคือ ไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลว มีความพยายามทำอย่างเต็มที่
วิธีแก้ไข คือ...
แสดงความชื่มชมในความตั้งใจ และ พยายามสูง
แต่ต้องกระตุ้นให้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เรียนรู้การทำงานตามลำดับที่สำคัญ

4.   ลูกน้องประเภทกลัวยากลำบาก
หรืออาจเรียว่า “อู้งาน” ก็อาจจะได้ในบางกลุ่ม
บางส่วนมักจะพบเห็นว่า พวกเขาจะดูเหมือน “ยุ่งตลอดเวลา”
และบางส่วนจะเป็น “คนที่ขาดความมั่นใจ”
วิธีแก้ไข คือ...
อาจจะกระตุ้นโดยการตรวจสอบความคืบหน้าของงานบ่อยๆ
กระตุ้นให้พวกเขาแก้ไขปัญหาด้วยตนเองมากขึ้น ต้องกล้าตัดสินใจในบางเรื่อง

5.   ลูกน้องประเภทซื่อบริสุทธิ์
มักเป็นกลุ่มที่พึ่งจะจบการศึกษาเช่นกัน
มีประสบการณ์น้อย มีความต้องการความสำเร็จและคำชื่นชมจากหัวหน้างาน และอยากให้คนอื่นๆยอมรับตนเอง
ชีวิตเหมือนจะไปขึ้นกับคนอื่นๆมากกว่าตนเอง เสียส่วนใหญ่
วิธีแก้ไข คือ...
พูดชมในการทำงาน และให้กำลังใจ
พยายามช่วยให้พวกเขามีความมั่นใจมากขึ้น

6.   ลูกน้องประเภทชอบความสมบูรณ์แบบ
ดูเหมือนกลุ่มนี้จะดี แต่กลับตรงข้าม เพราะความต้องการ “สมบูรณ์แบบ” นี้เอง ที่ทำให้พวกเขาทำงานล่าช้ากว่าเป้าหมาย ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานต่ำในที่สุด
และประเด็นที่สำคัญเรื่องหนึ่ง คือ พวกนี้จะไม่ชอบการวิพากษ์วิจารณ์
วิธีแก้ไข คือ...
เจ้านายต้องเน้นให้พวกเขารู้ “จุดสำคัญที่สุดของงาน” แต่ละอย่าง แล้วให้เขาคำนึงถึงจุดนั้นมากๆ เพื่อเน้นให้เกิดประสิทธิภาพของงานนั้นๆ
หากจะเน้นการปฏิบัติงานของพวกเขา ต้องทำบ่อยๆ อย่างเหมาะสม ไม่กดดันมากจนเกินไป

นี่เป็นภาพรวมของ “ลักษณะนิสัยของลูกน้อง” ทั้ง 6 แบบครับ
ลองปรับใช้ดูนะครับ เพื่อองค์กรจะได้ก้าวหน้าไปอย่างดียิ่งขึ้น และ นำพาความสำเร็จมาสู่ทุกคนในองค์กร ทำให้องค์กรดำเนินไปและเติบโตอย่างยั่งยืน.

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ


วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

Growing Great Employees (ตอนที่ 2)...12 เรื่องสำคัญของการสร้าง “คนเก่ง”

Growing Great Employees (ตอนที่ 2)...12 เรื่องสำคัญของการสร้าง “คนเก่ง”

จากความตอนที่แล้ว ในเรื่อง “การสร้างคนเก่ง” ผ่านทางการคิดว่า “ผู้สร้าง” หรือ หัวหน้างานนั้น ต้องทำตัวเสมือน “คนสวน” ในการปลูกพืชให้งอกงาม ออกดอกออกผล
ซึ่งก็คือ... ทำให้พนักงานเก่ง มีความสามารถดีเยี่ยม และพร้อมจะเติบโตในองค์กร


โดย Erika ซึ่งเขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นทั้งหัวหน้างาน และผ่านการเป็น coach ให้กับหลายองค์กร
ได้แบ่งหมวด หรือ เรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาและทำ ไว้ 12 เรื่องด้วยกัน ได้แก่
1.   Preparing the soil “เตรียมดิน”
หลักเบื้องต้นของความสำเร็จในการจัดการ คือ “การฟัง” (การฟังในที่นี้เปรียบเทียบกับ “ดิน”)
หากดินไม่ดี พืชไม่สามารถงอกขึ้นมาได้
ดังนั้น การสร้างบรรยากาศหรือสิ่งแวดล้อม จึงสำคัญมาก – เป็นเบื้องต้น
“การฟัง” คือตัวสร้างบรรยากาศที่ดีนั่นเอง
และที่สำคัญ “การฟัง” เป็นทักษะที่สร้างขึ้นมาได้
อีกเรื่อง คือ “การเข้าใจตนเอง” หรือ Self talk ก่อนที่จะสร้างคนสร้างงาน หัวหน้างานต้องตอบตัวเองได้ว่า เป้าหมายที่กำลังจะทำให้สำเร็จคืออะไร?
“เป้า” ต้องชัดเจนก่อนเสมอ!...

2.   Plan before you plant “วางแผนก่อนปลูก”
ประเด็นที่สองนี่จะสัมพันธ์กับ “การตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม” หรือ “ความคาดหวังที่ต้องการ” ให้ชัดเจน
ตัวอย่างเช่น...
อะไรคือ “ความสามารถหลัก” (core competencies) ที่เราต้องการให้เกิดขึ้นในตัวพนักงาน
ซึ่งความสามารถหลักนี่เอง ที่จะส่งผลให้พนักงานเอง เติบโตได้ในองค์กร
เรื่องนี้จะทำให้สำเร็จได้ ต้องมี “ขั้นตอน” process ที่ชัดเจน
โดยเฉพาะการทำเรื่องนี้ ก่อนการรับคนเข้าทำงาน recruiting ยิ่งดี เพื่อจะการคนที่เหมาะสมกับงานนั้นๆมากที่สุดนั่นเอง

3.   Picking your plants “เลือกเมล็ดพันธุ์”
ขั้นตอนนี้เป็นการนำขั้นตอนที่หนึ่งและสองมาใช้ร่วมกัน
คือ เมื่อรู้ว่า “ความสามารถหลัก” ที่องค์กรต้องการคืออะไรแล้ว หัวหน้างานต้องใช้ “กระบวนการสรรหา” หรือ กระบวนการคัดเลือกพนักงานที่เหมาะสมกับความสามารถหลักที่ต้องการ โดยการใช้ “ทักษะการฟัง” และ วิธีการคัดเลือกอื่นๆ
“คนทำสวนที่เก่ง ย่อมรู้ดีว่า เมล็ดไหนจะงอก และเมล็ดไหนโอกาสงอกน้อย”

4.   Not too deep and not too shallow “ฝังเมล็ดพันธุ์ไม่ลึกไป ไม่ตื้นไป”
หลังจากการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีได้แล้ว
ขั้นตอนต่อไปคือ “การปลูกลงดิน” ซึ่งต้องมั่นใจว่า...
“ปลูกไม่ลึกเกินไป ไม่ตื้นเกินไป”... ต้อง “พอดี”!
หัวหน้างานต้องรู้ว่า การให้งานที่มากเกินไปหรือตั้งความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผลหรือเป็นไปได้ยากนั้น จะส่งผลให้พนักงานอึดอัด และเหนื่อยเกินไป
ตรงนี้คือ “ปลูกเมล็ดพันธุ์ ลึกเกินไป” นั่นเอง
“เร่งเกินไป เครื่องก็พังเร็ว เป็นธรรมดา!”

(ติดตามตอนต่อไปครั้งหน้าครับ)
5.    The gardener’s mind
6.    A mixed bouquet
7.    Staking and weeding
8.    Letting it spread
9.    Plants into gardeners
10.                      How does your garden grow?
11.                      Some plants don’t make it!
12.                      The master gardener
  

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ