แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ leadership แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ leadership แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

ความเป็นผู้นำ คือ...ช่วยผู้อื่นให้สำเร็จ



แจ๊ค เวลช Jack Welch

เขียนไว้ในหนังสือของเขาว่า...


ความเป็นผู้นำ คือ...

การช่วยเหลือ "คนอื่น" ให้เติบโต และ..

ประสบผลเร็จ


ความเป็นผู้นำ มิใช่ตัวคนเดียว...

แต่หมายถึง "คนอื่นๆ"


แจ๊คกล่าวว่า...

เขาเองไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ...

แต่หากจะมีการให้คะแนนในเรื่อง "การดูแลคนอื่นๆ" อย่างเต็มที่แล้ว...

เขาคิดว่า...

เขาเองก็น่าจะมีโอกาส(ได้คะแนนความสำเร็จสูงสุด)เหมือนกัน



วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ความคิดความเชื่อ "ด้านธุรกิจ" ของสตีฟ จ๊อบส์ Steve Jobs


"...ผมมีความเชื่อว่า...
การสร้างบริษัทนั้นเป็นเรื่องยากมากๆ
คุณจะต้องชวนคนที่เก่ง มีความสามารถที่สุด มาทำงาน
และทำให้เขาอยู่กับคุณ
ต่อไปเรื่อยๆ...เรื่อยๆ...
และทำงานอย่างดีที่สุดในชีวิตของพวกเขา..."


วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

Real Leaders - สิ่งที่ "ผู้นำที่แท้จริง" ต้องรู้และปฏิบัติ


Leaders ต้อง "เข้าใจตนเอง" และความต้องการของตน...
เพื่อจะได้รู้ว่าตนเองมีบุคลิกการนำแบบไหน Leadership Style

Leaders ต้องให้เกียรติผู้อื่น... ในความเป็นตัวตนของคนๆนั้น

Leaders ต้องสร้างและ "รักษา" ความเชื่อถือในตนเอง

Leaders ที่แท้จริง "ไม่ทำ" ในเรื่องที่ลูกน้องทำเพื่อตนเองได้อยู่แล้ว

Leaders ต้องเข้าใจว่า คุณจะต้องเจอ "ความท้าทาย" อยู่ตลอดเวลา

Leaders ต้องกระตุ้นให้คนรอบตัว เข้าใจ และยอมรับ "การเปลี่ยนแปลง" 
และทำให้พวกเขาพร้อมที่จะเดินหน้าไปกับสิ่งเหล่านี้

Leaders ต้องช่วยผู้อื่น ให้ "ช่วยตัวของพวกเขา" เองได้

Leaders ต้องมีความสามารถในการ "ตัดสินใจรวดเร็ว"
(ความสำเร็จเกิดได้เพราะการประเมินและตัดสินใจได้ดี)  

Leaders คือ ผู้สร้าง "ผู้ตาม"
ด้วย "ความสามารถในการโน้มน้าว"
(หากขาดภาวะที่จะโน้มน้าวแล้ย การมีอำนาจก็ไร้ประโยชน์หรือเป็นสิ่งที่มีอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น)

...
อ๋อ ครับผม

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

lead to fail... ลักษณะนิสัยที่ทำให้ "ผู้นำ" ล้มเหลว


ลักษณะนิสัยที่ทำให้ผู้นำ "ล้มเหลว"

โดยงานวิจัยของ "สมาคมด้านการจัดการของอเมริกา"
ได้สรุปไว้ 7 ลักษณะด้วยกัน

ที่ผมอยากนำมาเสนอให้ทราบหลักๆ ดังนี้ คือ..

๑. ไม่รับรู้สิ่งที่พนักงานคิดหรือเป็นอยู่
๒. ขาดความสามารถในการ "คิดเชิงกลยุทธ์"
๓. ขาดความสามารถในการสร้าง "การทำงานเป็นทีม"
๔. ขาดความสามารถในการจัดการวางตำแหน่งงานหรือโครงสร้างคนและงาน
๕. ขาดความสามารถในการวางแผนงานและถ่ายทอดงาน

...
อ๋อ ครับผม

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การรับฟัง "คำทัดทาน" ว่าด้วยความสำคัญของการเปิดใจรับฟังปัญหา


" อันการรับฟังนั้น...
ก็คือ.. การยอมให้ทักท้วง โดยไม่ต้องอำพราง
เช่นนี้..
จึงจะสามารถรับฟังแผนการของปราชญ์จากเบื้องล่าง.."

การเป็น "ผู้นำ" นั้น..
จำเป็นต้องมีคนที่สามารถให้ทักท้วงได้
เพื่อคอยท้วงติง และแก้ไขสิ่งที่ผิด
มิเช่นนั้น ก็จะเกิดอันตรายขึ้นได้ หากไม่ฟังคำท้วงติง
หรือ ไม่มีใครท้วงติงได้

หากปฏิเสธคำทักท้วงแล้ว...
ปราชญ์ก็ไม่กล้าทักท้วง..
ที่สำคัญ..จะเป็นการ "เปิดช่อง" ให้...คนที่ไม่ดีเข้ามามีอำนาจ
สุดท้ายก็ส่งผลเสียต่อองค์กรหรือประเทศได้

...
อ๋อ ครับผม

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เลือกที่จะเป็นผู้นำแบบ "เล่าปี่" หรือ "โจโฉ" ?


ขึ้นชื่อว่า "ผู้นำ" แล้ว
ต้องมีแบบแผน "ชีวิต" ที่แตกต่าง

แน่นอนว่า...ในเรื่องเกี่ยวกับผู้นำจากตำนานแล้ว
ต้องนึกถึง "ผู้นำจากสามก๊ก"

ที่โดดเด่น และ แข่งขันกันมาตลอด
เห็นจะเป็น ๒ ตัวเอก คือ...
"เล่าปี่" กับ "โจโฉ"
เป็น ๒ แบบที่แตกต่างกัน "ชัดเจน"

"เล่าปี่"...อ่อนนอก แข็งใน
บุคลิกน่าคบหา.. น่าเลื่อมใส
ดูมีหลักการ..มีคุณธรรมสูง...ไม่เอาเปรียบ..ให้เกียรติ
เรื่องบู๊ก็ไม่เป็นรองใคร...ด้วยกระบวนท่า "กระบี่คู่" 
สร้างผลงานโดดเด่นแบบ "ทีมเวิร์ค" (กับกวนอูและเตียวหุย)

"โจโฉ"...นอกก็แข็ง ในก็แข็ง
วิสัยทัศน์และอุดมการณ์เป้าหมาย "ชัดเจน"..มุ่งมั่น
ไม่ยอมให้ใครขวางทาง "ความสำเร็จ"
เก่งทั้ง "บู๊และบุ๋น" 
มีภาพ "ความเป็นผู้นำ" สูงมาก
ด้วยความ "เด็ดขาด" 
ข้อที่โดดเด่นข้อหนึ่ง คือ...
"ชอบคนเก่ง-มีความสามารถ"
ทำให้มีพวกเยอะ (เครือข่าย)

...
เมื่อเราต้องเป็นผู้นำกลุ่ม
ก็ต้องเลือกให้ชัดเจนว่า...
จะเอาอย่างไหน...
"เล่าปี่ หรือ โจโฉ"...เอาให้แน่

ทั้งนี้ทั้งนั้น...
แบบไหนก็ตาม..ย่อมนำพาไปสู่ความสำเร็จได้เช่นกัน
ขึ้นอยู่กับ "การบริหารจัดการ" และ "จังหวะเวลา"
บวก "โชคชะตา" อีกเล็กน้อย

...
อ๋อ ครับผม 

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Visible Leadership - Sir Richard Evans


ผู้นำ
เป็นทั้งคนที่ต้องนำ และ ต้องรับรู้-รับฟัง

ดังนั้น...
ผู้นำ ต้องพร้อมที่จะ "พบ" ได้เสมอ
และ อาจจะต้องตลอดเวลา(ด้วยซ้ำไป)

องค์กรยิ่งมีขนาดใหญ่...
ผู้นำต้อง "จัดเวลา" ให้ดี
เพื่อให้เกิดภาพของการเข้าถึงได้ง่าย หรือ "พบได้ง่าย"

หากผู้นำ ต้องการให้ "การนำได้รับความสำเร็จ" แล้วล่ะก็...
คุณต้องพร้อมที่จะให้ "พบได้เสมอ"

...

Visible Leadership - Sir Richard Evans - Chairman of United Utilities
...

อ๋อ ครับผม

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ผู้นำที่แท้ ไม่ได้เกิดมาจาก "ความนิยมชมชอบ" Leadership is not a Popularity contest - Sanjiv Ahuja


ความเป็นผู้นำ ไม่ได้เกิดมาจาก "ความนิยมชมชอบ" (Popular)
ที่ให้พนักงานลงคะแนนโหวตกัน

ไม่ได้เกิดจากการเลือกที่จะบริหารแบบ "ประชาธิปไตย"
ที่ต้องให้พนักงานมาเสนอความคิดความเห็น
หรือเลือกกันว่า...
"คนคนนี้ มีความเป็นผู้นำหรือไม่?"

เมื่อ "คนที่เป็นผู้นำ" ตัดสินใจ...
แน่นอนว่า..ไม่ได้ถูกใจใครทุกคน
ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของทุกๆคนในองค์กร

ผู้ที่เข้าใจ คำว่า "ผู้นำที่แท้จริง"...
ย่อมรู้และเข้าใจว่า..การตัดสินใจของผู้นำนั้น...
ไม่ได้ "โดนใจ" ใครทุกคนอย่างแน่นอน

และแน่นอนว่า...
บางครั้ง..การตัดสินใจของผู้นำอาจจะไม่ถูกต้อง
หรือ ไม่สำเร็จตามคาดหวัง
แต่...เมื่อเป็น "ผู้นำ" แล้ว
ก็ต้องเข้าใจอย่างแท้จริงในบทบาทตนเอง
และต้องกล้าหาญที่จะนำแบบนั้น

"อย่ากลัว และ อย่าสบสัน" ระหว่าง...
"ความนิยมชมชอบ" กับ "ทางเลือกที่ถูกต้อง"

...

จากบท Leadership is not a Popularity contest 
โดย Sanjiv Ahuja - Chief Executive of Orange Group

...
อ๋อ ครับผม

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Using Feedback to Become a More Effective Leader - Erroll Davis Jr: Former Chairman


เมื่อเป็น "ผู้นำ"...
สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ..มี "ผู้ตาม"

ผู้ตามต้องตามด้วยความเต็มใจ
หรือ อย่างน้อยก็ต้องตามเพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย

หลายๆสถานการณ์.."การให้คนอื่นตาม" นั้นยาก
เช่น การเข้ามารับงานใหม่ๆของ "ผู้นำคนใหม่"...
เป็นต้น

มีคำแนะนำจากผู้เขียนเรื่องนี้ว่า..
ผู้นำต้อง "มองตนเอง" ว่า...
เราเองสามารถ "ยืดหยุ่นได้" และ "ปรับตัวได้ดี"
โดยเฉพาะเรื่อง "รับฟังความคิดความเห็นของผู้อื่น"

เวลาพูดคุยกับผู้ตาม...
ผู้นำควรสอบถาม "ความคิดความเห็นต่อตัวผู้นำ"
อยู่เสมอ
เพื่อประโยชน์ คือ...

๑) จะได้อธิบายให้ผู้ตามรู้ว่า..
"ทำไมเราจึงตัดสินใจอย่างนั้น"
"ทำไมเราจึงทำอย่างนั้น"

๒) การนำเอาข้อดีจากความคิดความเห็นเหล่านั้น
มาปรับปรุงตนเอง
เพื่อให้กลายเป็น "ผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพสูง"
Effective Leader

...

By Erroll Davis Jr: Former Chairman of Alliant Energy Corporation

...
เรียบเรียง โดย อ๋อ ครับผม


วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Surround yourself with the best - Dianne Thompson : Chief Exec. of Camelot group

http://boomeryearbook.com/blog/wp-content/uploads/2009/03/byb-optical-illusions-circles-clip_image001.jpg

ผู้นำที่แท้จริง...
จะไม่กลัวที่จะมี "ลูกน้องที่เก่งกว่า" มีความสามารถมากกว่า

ดีซะอีก...ที่มีลูกน้องเก่งๆ
ผู้นำจะต้องนำลูกน้องเก่งๆมาร่วมกันทำงาน
สร้างเป็นทีมงานที่ยิ่งใหญ่

หากเป็นเช่นนี้แล้ว...
งานขององค์กรก็จะทำสำเร็จได้อย่างง่ายดาย
ง่ายขึ้น

คนยิ่งมีคุณภาพสูง...
งานก็จะมีประสิทธิภาพสูงตามไปด้วย

ประเด็นที่สำคัญสำกรับเรื่องนี้คือ...
"การมอบหมายงาน" หรือ Delegation

โดยสรุปแล้ว...
"อย่ากลัว" ที่จะรับ "คนเก่งกว่า" เข้ามาทำงาน
จงรับเข้ามา...พัฒนาพวกเขา...มอบหมายงานที่เหมาะสม...
ให้อำนาจในการทำงาน...
แล้วองค์กรจะ "สำเร็จอย่างงดงาม"

Dianne Thompson : Chief Exec. of Camelot group
...
อ๋อ ครับผม

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

'Change is good' - David Brandon - Chairman & CEO of Domino's Pizza


"โค้ช ต้องเตรียมทีม เพื่อที่จะชนะ เสมอ"

การเปลี่ยนแปลง (Change) นั้น
เรามักไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่ามันจะเกิดตอนไหน
บางครั้ง...มันเกิดรวดเร็วเกินกว่าที่เราจะคาดคิด

เหมือนการเล่นกีฬา
พอจะได้พักเหนื่อยบ้าง
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดทันทีตรงนั้น...ทำให้เราต้องลุกขึ้นไปแข่งต่อ
มันก็เป็นอย่างนี้

ในบทบาท "ผู้นำ" ก็เช่นเดียวกัน
ผู้นำต้อง "เตรียม" องค์กรให้พร้อมอยู่เสมอ
โดยการเริ่ม "เปลี่ยมมุมมองหรือวิธีคิด" ของทีมงาน
ให้พร้อมที่จะรับ "การเปลี่ยนแปลง"
พร้อมที่จะมองว่า "การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งดี" Change is good!

...
อ๋อ ครับผม

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Be Clear What the Aim is..by Sir Gerry Robinson


ผู้นำ...
ต้องทำเป้าหมาย "ให้ชัดเจน" เสียก่อน

สิ่งหนึ่งที่หลายๆองค์กรพลาด คือ...
ความไม่ชัดเจนของทิศทางหรือเป้าหมายขององค์กร
ว่าจะไปทางไหน? จะทำอะไรกันแน่?
อะไรคือตัวสำเร็จขององค์กร(ที่อยากจะได้)?
อะไรคือเรื่องสำคัญที่สุดที่จะทำใน 3 ปี / 5 ปี ?

แน่นอนว่า...
ผู้นำคงไม่สามารถรู้ไปเสียทุกสิ่ง
สิ่งที่ง่ายกว่านั้น ในการสร้างความชัดเจนของเป้าหมาย/ทิศทาง
คือ...
ให้ "ทีมงาน" เป็นคนสร้างมันขึ้นมา
นอกจากจะได้เป้าหมายที่ดีและมีความเป็นไปได้สูงแล้ว
องค์กรจะได้เป้าหมายที่มี "ความเป็นเจ้าของ"
จากทีมงานที่ช่วยกันทำเป้าหมาย หรือ "วิสัยทัศน์" นั้นๆ

from - 'Be Clear What the Aim is'..
by Sir Gerry Robinson
...

อ๋อ ครับผม

วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่จะช่วยให้เป็น "ผู้นำที่ดี" (และเก่ง)...


คนไทยมักจะพูดถึงผู้นำ ๒ แบบ คือ
แบบมีพระเดช และ พระคุณ
หรือ...เรียกว่า..
แบบมีอำนาจ หรือ มีบารมี

แต่สิ่งที่ถือว่า ผู้นำมีแล้วย่อมดีกว่า คือ "บารมี"
และว่าไปแล้วการนำนั้น ก็น่าจะต้องมีทั้งสองอย่างร่วมกัน
ใช้ตามสถานการณ์...

เครื่องมือ หรือ สิ่งที่จะส่งเสริมการเป็น "ผู้นำที่ดี" และเก่ง ได้แก่

๑. พลังการโน้มน้าว Persuation
     ที่สามารถโน้มน้าวคนอื่นๆได้ดี

๒. ความอดทน อดกลั้น Patience

๓. เปิดใจ Openness
     รับฟังความคิดเห็นของคนอื่นๆ และผู้ตามได้

๔. ใส่ใจ Kindness & Caring
      ให้ความสนใจ ใส่ใจดูแลผู้ตาม

๕. กรุณา Compassionate confrontation
      สามารถมองเห็นสิ่งที่ผิดพลาดและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วช่วยผู้ตามให้ระมัดระวังสิ่งดังกล่าว

๖. มีคุณธรรม Integrity


จริงๆแล้วคงมีอีกมากมายหลายเรื่องที่จะส่งเสริมการเป็นผู้นำที่ดีและเก่ง
ลองปรับใช้และเรียนรู้ดูครับผม

อ๋อ ขอรับ

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ลักษณะของ "ผู้นำที่ดี" คือ...



"ผู้นำที่ดี" ...

เป็นคนที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
อยู่ใกล้ๆแล้วจะรู้สึก มีพลังความคิดบวก เสมอ
เชื่อในความสามารถของผู้อื่น
มีความสมดุลในชีวิต (ตนเอง ครอบครัว สังคม งาน)
ทำงานเก่ง (ทำงานหนัก พอๆกับ ทำงานวางแผน)
เตรียมความพร้อมเสมอสำหรับการทำงาน (เรื่องฉุกเฉินลืมไปได้เลย)
มองการให้บริการคนอื่นๆ คืองานสำคัญ
มองชีวิตคือการเรียนรู้ การเดินทาง (มันมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี)

...
อ๋อ ครับผม

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิธีคิด และ ข้อระลึก ของการเป็น "Coach ที่ดีที่สุด"


ตัว Coach เอง...
ต้องรักษา “วิธีคิดและวางบทบาทในการสอนงานอย่างต่อเนื่อง” (maintain the mindset of coach)
และที่สำคัญอีกอย่างคือ...
“ต้องรักษาความเชื่อมั่นที่ว่า ผู้รับการชี้แนะนั้น มีความสามารถในการปฏิบัติตามข้อตกลงได้จริง และจะพบความสำเร็จในที่สุด” (Believing in their ability)
ต้องระลึกไว้เช่นนี้เสมอ!

รายละเอียดที่ http://coach-ampol.blogspot.com/2011/10/how-tocoach.html

อ๋อ ครับผม

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

The BOSS ตอนที่ ๔ – “ชี้แนะ” Coaching จากเจ้านายต่อลูกน้อง...ความสามารถพิเศษที่ฝึกได้



หนังสือ The BOSS บริหารคนอย่างเหนือชั้น
ไม่แน่ใจคนเขียนนะครับ แต่เขียนได้ดีครับ อ่านง่าย กระชับ นำไปใช้ได้เลย
แปลโดย อาจารย์ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม
การเป็น “นาย” หรือ Boss นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ
รับผิดชอบเยอะ ทั้งเรื่องงาน และ เรื่อง “คน”

The BOSS ตอนที่ ๔ – “ชี้แนะ” Coaching จากเจ้านายต่อลูกน้อง...ความสามารถพิเศษที่ฝึกได้
เป็นการช่วยเหลือลูกน้องให้สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ และสามารถสร้างผลงาน “เข้าตากรรมการ” เพื่อจะเติบโตขึ้นไปในระดับสูงขึ้นในองค์กร
โดยผู้เขียนได้สรุป “การชี้แนะแนวทางการทำงาน” ของเจ้านาย ไว้  หลายเรื่องด้วยกัน ได้แก่
1.   กำหนดเป้าหมาย
ถือเป็น “กฎข้อที่ ๑” ในการให้คำแนะนำชี้แนะเลยทีเดียว
ลูกน้องต้องเข้าใจเป้าหมายการทำงานอย่างชัดเจน

2.   มีบรรทัดฐาน
หากบรรทัดฐานสูงเกินไป ลูกน้องจะเครียดมากกว่าที่จะเป็นผลดี
ดังนั้น บรรทัดฐานจึงควรคำนึงหรือกำหนดตามความสามารถของลูกน้องแต่ละคนด้วย
เพื่อไม่ให้เกิดภาวะกดดันหรือเครียดมากเกินไป

3.   คำสั่งต้องชัดเจน
เจ้านายที่แนะนำหรือชี้แนะจะต้องให้คำพูดหรือเนื้อหาที่บอกไป ชัดเจน ไม่คลุมเครือ
คำที่คลุมเครือ ก็อย่างเช่น “อาจจะ” “บางที” เป็นต้น

4.   การมีส่วนร่วม(กับงานของลูกน้อง)
การให้คำชี้แนะขแงเจ้านายนั้น บางทีอาจจะต้องแสดงออกหรือเข้าไปมีส่วนร่วมบางส่วนของงาน
เพื่อให้ลูกน้องมีความเชื่อมั่นกับงานที่ทำว่าจะบรรลุความสำเร็จได้อย่างไม่ต้องสงสัย

5.   กระตุ้นให้ลูกน้องแสดงความคิดเห็น
ลูกน้องหลายคน มักเกรงใจเจ้านาย จึงไม่ค่อยสอบถามแม้จะสงสัย คือลองทำไปก่อนแล้วค่อยถาม
แต่ในการให้คำชี้แนะนั้น เจ้านายจะต้องกระตุ้นหรือถามลูกน้องถึงความเข้าใจหรือความชัดเจนในข้อตกลงในการทำงาน
อย่างน้อยก็เพื่อให้ลูกน้องทำงานได้อย่างเข้าใจ แจ่มแจ้ง ราบรื่นตลอดงานที่ได้รับมอบหมาย

6.   ยกตัวอย่างประกอบ
แน่นอนว่า การใช้แต่คำพูดหรือทฤษฎีล้วนๆกับลูกน้องนั้น ความเข้าใจอาจไม่แจ่มแจ้งทั้งหมด โดยเฉพาะความจริงที่ว่า ลูกน้องแต่ละคนมีระดับความเข้าใจหรือการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป
การให้ตัวอย่างประกอบย่อมทำให้ความเข้าใจมีมากขึ้นกว่าเดิม
โอกาสที่ลูกน้องจะทำงานได้อย่างถูกต้อง ก็จะมีมากขึ้น

จริงแล้วมีอีกหลายข้อ แต่ขอยกเฉพาะที่น่าสนใจจริงๆมา 6 ข้อเท่านั้น
ลองปรับใช้ดูนะครับ เพื่อองค์กรจะได้ก้าวหน้าไปอย่างดียิ่งขึ้น และ นำพาความสำเร็จมาสู่ทุกคนในองค์กร ทำให้องค์กรดำเนินไปและเติบโตอย่างยั่งยืน.

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

The BOSS ตอนที่ ๓ – “หน้าที่ความรับผิดชอบ” ของเจ้านายที่ต้องดูแลลูกน้อง...ต้องใช้ศิลปะ



หนังสือ The BOSS บริหารคนอย่างเหนือชั้น
ไม่แน่ใจคนเขียนนะครับ แต่เขียนได้ดีครับ อ่านง่าย กระชับ นำไปใช้ได้เลย
แปลโดย อาจารย์ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม
การเป็น “นาย” หรือ Boss นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ
รับผิดชอบเยอะ ทั้งเรื่องงาน และ เรื่อง “คน”

ตอนที่ ๓ – “หน้าที่ความรับผิดชอบ” ของเจ้านายที่ต้องดูแลลูกน้อง...ต้องใช้ศิลปะ
โดยผู้เขียนได้สรุป “หน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้านาย” ไว้ 5 เรื่องด้วยกัน ได้แก่
1.   มอบอำนาจให้ลูกน้อง ตามสมควร
ต้องรู้ความสามารถของลูกน้องแต่ละคน
แล้วต้องให้ลูกน้องรู้ถึงขอบข่ายงานที่ต้องทำอย่างชัดเจน
ให้อำนาจในการทำงานอย่างเต็มที่ในขอบข่ายดังกล่าว

2.   อย่าช่วยเหลือแนะนำลูกน้อง มากจนเกินไป
การก้าวก่ายงานลูกน้องมากไป ก็เหมือนทำงานช่วยลูกน้องจนลูกน้องอาจไม่กล้าใช้ความสามารถเต็มที่ หรือ อยู่ในสถานะพึ่งพาเจ้านายเสมอๆ
เมื่อมอบหมายงานแล้ว ควรไว้วางใจ สอบถามบ้างตามโอกาส และช่วยในความคืบหน้าของงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย

3.   อย่าแย่งความดีความชอบ จนพร่ำเพรื่อ
เจ้านายหลายคนมักคิดว่า ผลงานลูกน้องเกิดจากการวางแผนหรือการสนับสนุนของตนเอง คือ คิดว่าผลงานนั้นๆ เกิดจากความดีความชอบของตนเอง
แน่นอนว่า ลูกน้องทำได้ดี ก็มีส่วนมาจากเจ้านายส่วนหนึ่ง
แต่ก็ควรต้องชื่นชมลูกน้องด้วย คุยกับผู้ใหญ่ถึงผลงานของลูกน้องด้วย

4.   เน้นศีลธรรมจรรยาในอาชีพ
ไม่ไปเน้นเรื่องตัวเงินมากเกินไป
พูดให้ลูกน้องได้เห็นภาพการทำงานที่ไม่ได้ทำเพื่อเงินอย่างเดียว
มีเรื่องคุณค่าของชีวิตด้วย

5.   ละทิ้งเรื่องส่วนตัว
ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาที่ทำงาน
ควรเห็นอกเห็นใจลูกน้องที่ไม่สบายใจ
ต้องอดทน อดกลั้น
แสดงน้ำใจ
ต้องชี้แนะ ช่วยผ่อนคลาย

ลองปรับใช้ดูนะครับ เพื่อองค์กรจะได้ก้าวหน้าไปอย่างดียิ่งขึ้น และ นำพาความสำเร็จมาสู่ทุกคนในองค์กร ทำให้องค์กรดำเนินไปและเติบโตอย่างยั่งยืน.


ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

The BOSS ตอนที่ ๒ – “ทำตัวเป็นตัวอย่าง” จากเจ้านายสู่ลูกน้อง...เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม


หนังสือ The BOSS บริหารคนอย่างเหนือชั้น
ไม่แน่ใจคนเขียนนะครับ แต่เขียนได้ดีครับ อ่านง่าย กระชับ นำไปใช้ได้เลย
แปลโดย อาจารย์ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม
การเป็น “นาย” หรือ Boss นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ
รับผิดชอบเยอะ ทั้งเรื่องงาน และ เรื่อง “คน”

ตอนที่ ๒ – “ทำตัวเป็นตัวอย่าง” จากเจ้านายสู่ลูกน้อง...เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
การทำตามคำสั่งของลูกน้องนั่นเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การยอมรับอย่างจริงใจนั้น ยากมากทีเดียว วิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผล คือ การทำตัวเป็นตัวอย่างของเจ้านาย นั่นเอง
โดยผู้เขียนได้สรุป “การทำตนให้เป็นตัวอย่างของเจ้านาย” ไว้ 6 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
1.   กระตือรือร้นในการทำงาน
ยิ้มแย้มแจ่มใส มีอารมณ์มุ่งมั่นในการทำงาน
แยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกัน
ร่วมทำงานกับลูกน้องเสมอ

2.   ให้ความสำคัญกับเรื่องเวลา
อันนี้ชัดเจน คือ เรื่อง การตรงต่อเวลา กำหนดเวลาอย่างไร ยึดถือตามนั้น
เป็นตัวอย่างในการตรงต่อเวลาเสมอ

3.   เด็ดขาด รวดเร็ว
ไม่โลเล ความคิดและการตัดสินใจต้องรวดเร็ว ทันการณ์ และต้องเด็ดขาด ไม่เปลี่ยนแปลง
ต้องมองรอบ ช่วยลูกน้องคิดในมุมกว้าง เข้าใจสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อช่วยการตัดสินใจได้ดี

4.   สุขุม เยือกเย็น
ความคิดและการตัดสินใจ นอกจากจะรวดเร็ว แล้วต้องถูกต้อง ต้องเฉลียวฉลาดในความคิด จึงจะสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้ดีและมีประสิทธิภาพสูง
ต้องไม่ตื่นตระหนกตกใจกับการเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ คือ สุขุม นั่นเอง
ต้องมี ความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ และแสดงให้ลูกน้องเห็น มีความเป็นธรรม

5.   กายวาจาตรงกัน
อย่ามีลักษณะ “พูดอย่างทำอีกอย่าง”
ต้องพูดแล้วก็ทำอย่างที่พูด มิฉะนั้น จะขาดความน่าเชื่อถือจากลูกน้อง

6.   ไม่ปัดความรับผิดชอบ
รับชอบ แล้วต้องรับผิดได้ด้วย
ลูกน้องทำงานดี เจ้านายรับชอบ
ลูกน้องทำงานพลาด เจ้านายต้องร่วมรับผิดชอบ ไม่ปัดความผิดไปที่ลูกน้อง
การที่ลูกน้องทำพลาด ก็ต้องมีสาเหตุ จึงต้องร่วมด้วยช่วยกันแก้ไข หาสาเหตุที่แท้จริงให้พบ แล้วร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆร่วมกับลูกน้อง

ลองปรับใช้ดูนะครับ เพื่อองค์กรจะได้ก้าวหน้าไปอย่างดียิ่งขึ้น และ นำพาความสำเร็จมาสู่ทุกคนในองค์กร ทำให้องค์กรดำเนินไปและเติบโตอย่างยั่งยืน.

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

The BOSS ตอนที่ ๑ – “นิสัยใจคอ” ของลูกน้อง มีหลายแบบ..ต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้น

หนังสือ The BOSS บริหารคนอย่างเหนือชั้น เขียนโดย อาจารย์ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม
เขียนได้ดีครับ อ่านง่าย กระชับ นำไปใช้ได้เลย

การเป็น “นาย” หรือ Boss นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ
รับผิดชอบเยอะ ทั้งเรื่องงาน และ เรื่อง “คน”
โดยเฉพาะเรื่องคนนี่ “เป็นประเด็น” มากทีเดียว เพราะการทำให้คนพอใจทุกคนนั้น ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย แต่การทำให้ทุกคนอยู่ด้วยกันได้โดยไม่มีความขัดแย้งหรือมีความขัดแย้งก็มีให้น้อยนั้น อาจจะพอทำได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า “นาย” เข้าใจงานในด้านการดูแลคนมากน้อยเพียงใด


ตอนที่ ๑ – “นิสัยใจคอ” ของลูกน้อง มีหลายแบบ..ต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้น

“นิสัยใจคอ” ของลูกน้อง มีหลายแบบ..ต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้นเสียก่อน จึงจะจัดการเรี่องคนได้ดีมากขึ้น
โดยอาจารย์อดุลย์ได้สรุปนิสัยใจคอของลูกน้องไว้ 6 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
1.   ลูกน้องประเภทหัวแข็งดื้อด้าน
ลูกน้องบางส่วนเป็นพวก “รักศักดิ์ศรี” อย่างมาก
ดังนั้น เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ (รวมถึงเจ้านาย) ก็มักจะทำตัวแบบ “ดื้อ” ไม่ยอมก้มหัวให้ง่ายๆ
บางครั้งก็จะพบว่าเป็นพวก “ดื้อเงียบ” คือ เหมือนจะฟังและเข้าใจ พอลับหลังไป ก็ไปพูดแบบไม่เห็นด้วย แล้วยืนกรานความคิดเห็นของตนเองอย่างแน่นเหนียว ซึ่งผมเองก็เจอมาพอควรครับแบบนี้
วิธีแก้ไข คือ...
พูดแบบใจเย็นๆ ในเชิงข้อร้องให้ช่วยงาน
พูดขอร้องให้ช่วย ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน
โดยสรุปก็คือ “ให้เกียรติมากขึ้น” นั่นเอง

2.   ลูกน้องประเภททำงานตามระเบียบ
ข้อดีคือ ทำตามที่นายสั่งทุกประการ
ข้อเสียคือ นอกคำสั่งเจ้านาย แม้ดีก็ไม่ทำ
อีกคำหนึ่งที่มีการให้นิยามกลุ่มนี้คือ “เช้าชามเย็นชาม”
ประเด็นก็คือ ทำงานเหมือนเครื่องจักร ทำให้เมื่อเกิดความผิดพลาดบางประการ ไม่สามารถรู้ได้ทันการณ์ ทำให้แก้ไขไม่ทันเวลา เกิดความเสียหายมากกว่า
วิธีแก้ไข คือ...
ชมเชยที่ทำงานได้ตามแผนงาน
แต่ต้องกระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นออกมา และ ลงรายละเอียดมากขึ้น
กระตุ้นให้สามารถตัดสินใจในการแก้ปัญหาได้เองด้วย

3.   ลูกน้องประเภทชอบแสดงออก
กลุ่มนี้มีความเชื่อมั่นสูง ใจร้อน อยากแสดงออก
พบได้มากในน้องๆที่จบมาใหม่ๆ ไฟแรง พลังเยอะ อยากแสดงผลงานให้ประจักษ์
ข้อเสียคือ มองข้าม “จังหวะที่เหมาะสม” ไป ไม่ค่อยอดทน และทำงานแบบขาดลำดับการจัดงานที่สำคัญ (Priority)
ข้อดีคือ ไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลว มีความพยายามทำอย่างเต็มที่
วิธีแก้ไข คือ...
แสดงความชื่มชมในความตั้งใจ และ พยายามสูง
แต่ต้องกระตุ้นให้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เรียนรู้การทำงานตามลำดับที่สำคัญ

4.   ลูกน้องประเภทกลัวยากลำบาก
หรืออาจเรียว่า “อู้งาน” ก็อาจจะได้ในบางกลุ่ม
บางส่วนมักจะพบเห็นว่า พวกเขาจะดูเหมือน “ยุ่งตลอดเวลา”
และบางส่วนจะเป็น “คนที่ขาดความมั่นใจ”
วิธีแก้ไข คือ...
อาจจะกระตุ้นโดยการตรวจสอบความคืบหน้าของงานบ่อยๆ
กระตุ้นให้พวกเขาแก้ไขปัญหาด้วยตนเองมากขึ้น ต้องกล้าตัดสินใจในบางเรื่อง

5.   ลูกน้องประเภทซื่อบริสุทธิ์
มักเป็นกลุ่มที่พึ่งจะจบการศึกษาเช่นกัน
มีประสบการณ์น้อย มีความต้องการความสำเร็จและคำชื่นชมจากหัวหน้างาน และอยากให้คนอื่นๆยอมรับตนเอง
ชีวิตเหมือนจะไปขึ้นกับคนอื่นๆมากกว่าตนเอง เสียส่วนใหญ่
วิธีแก้ไข คือ...
พูดชมในการทำงาน และให้กำลังใจ
พยายามช่วยให้พวกเขามีความมั่นใจมากขึ้น

6.   ลูกน้องประเภทชอบความสมบูรณ์แบบ
ดูเหมือนกลุ่มนี้จะดี แต่กลับตรงข้าม เพราะความต้องการ “สมบูรณ์แบบ” นี้เอง ที่ทำให้พวกเขาทำงานล่าช้ากว่าเป้าหมาย ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานต่ำในที่สุด
และประเด็นที่สำคัญเรื่องหนึ่ง คือ พวกนี้จะไม่ชอบการวิพากษ์วิจารณ์
วิธีแก้ไข คือ...
เจ้านายต้องเน้นให้พวกเขารู้ “จุดสำคัญที่สุดของงาน” แต่ละอย่าง แล้วให้เขาคำนึงถึงจุดนั้นมากๆ เพื่อเน้นให้เกิดประสิทธิภาพของงานนั้นๆ
หากจะเน้นการปฏิบัติงานของพวกเขา ต้องทำบ่อยๆ อย่างเหมาะสม ไม่กดดันมากจนเกินไป

นี่เป็นภาพรวมของ “ลักษณะนิสัยของลูกน้อง” ทั้ง 6 แบบครับ
ลองปรับใช้ดูนะครับ เพื่อองค์กรจะได้ก้าวหน้าไปอย่างดียิ่งขึ้น และ นำพาความสำเร็จมาสู่ทุกคนในองค์กร ทำให้องค์กรดำเนินไปและเติบโตอย่างยั่งยืน.

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ