วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Starbucks แพง แต่ทำไมมีคนรักทั้งบ้านทั้งเมือง !

Starbucks แพง แต่ทำไมมีคนรักทั้งบ้านทั้งเมือง !

Starbucks คือ ธุรกิจที่มีการกล่าวถึงกันอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา (แล้วอาจจะในอนาคตด้วย)
ธุรกิจอะไรที่ขายราคาสูงที่สุด
แต่กลับมีการพูดถึงกันในแง่บวกอยู่ตลอดเวลา
อะไรที่สร้างความแตกต่างแบบนี้ได้

หนังสือที่ชื่อ The Starbucks experience โดย J.A. Michelli ได้ให้สิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับธุรกิจนี้อย่างน่าสนใจ
ในหลายแง่มุม...
ผู้เขียนได้พรรณนาไว้ผ่านทาง “หลักการทำธุรกิจ 5 ประการ”



หลักการทำธุรกิจ 5 ประการของ Starbucks ได้แก่
1.    เป็นตัวคุณเองในการทำงาน
2.    ทุกอย่างล้วนสำคัญ
3.    ทำให้เกิดสิ่งประทับใจ และพึงพอใจ
4.    รับเรื่องที่เป็นปัญหา
5.    สร้างให้คนจดจำ

ข้อที่หนึ่งสำคัญมาก...
“เป็นตัวคุณเอง” นั้นแตกต่างจากการทำอะไรตามใจตัวไปเสียหมดทุกอย่าง (เอาแต่ใจ)
เพราะการเป็น “ตัวเอง” ตรงนี้ จะกำกับแนวทางหรือหลักใหญ่ๆไว้อีก 5 อย่างเช่นกัน คือ
1.    แสดงความยินดีต้อนรับ เพื่อสร้างความประทับใจ
2.    มีความจริงใจอย่างแท้จริง ง่ายๆคือ รับฟัง แล้วตอบสนอง
3.    ต้องมีความเอื้อเฟื้อ อาทร กับคนในทุกส่วนของกิจการ
4.    ต้องมีความรู้ รอบรู้ในสิ่งที่ทำ
5.    การมีส่วนร่วมทั้งที่บริษัทและสังคม

แต่ข้อที่ผมชอบมากที่สุด คือ...
ข้อที่สาม เรื่อง “ทำให้เกิดสิ่งประทับใจ และพึงพอใจ”
มีประเด็นที่ผมชอบดังนี้ครับ
-ตอบสนองลูกค้า เหมือนที่เขาคาดหวังกับเรา ตามสิ่งที่แบรนด์ Brands ของเราสร้างไว้
   เช่น Brand ของ Starbucks คือ การบริการที่ดีเยี่ยม เสมือนบ้านที่สาม (อีกสองบ้าน คือ บ้านจริงๆ และที่ทำงาน) ดังนั้น ผู้บริหารและพนักงานต้องตอบสนองให้เห็นถึงการบริการที่ดีเยี่ยมดังกล่าว
-ทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้า
-ผู้บริหารบางคนกล่าวว่า...”เราจะไม่หยุดความพอใจไว้เพียงที่ความชื่นชอบ แต่เราต้องการเป็นที่รัก จนลูกค้าต้องพูดออกมาว่า – ฉันรักที่นี่(สตาร์บัคส์)จัง”

เพราะในเชิงการตลาด Marketing แล้ว
เราจะพบว่า... ลูกค้าในปัจจุบัน มีความต้องการไม่สิ้นสุด
ต้องการสินค้าที่ดีสุดๆ มีความครบถ้วนในความต้องการของเขา
ทั้ง Functional และ Emotional
แถมความต้องการยังมากขึ้นเรื่อยๆ
อันเนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก
ที่สำคัญประการหนึ่งคือ (เหมือนที่ในหนังสือเขียนไว้)
ลูกค้าต้องการการตอบสนองเดี๋ยวนี้ ณ เวลานี้
มิฉะนั้น ลูกค้าก็จะเปลี่ยนไปใช้สินค้าอื่นๆ
ทันที!

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Imagine vs Knowledge อะไรสำคัญกว่ากันแน่ ?

Imagine vs Knowledge อะไรสำคัญกว่ากันแน่ ?

มีคนชอบพูดว่า...
“ไอน์สไตน์ กล่าวว่า...จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้”
ท่านเชื่ออย่างนั้นจริงๆหรือครับ?

ถึงตอนนี้ ผมเองกลับไม่แน่ใจ (?)...

ได้ยินคนพูดบ่อยๆ...
จนอาจเรียกได้ว่า หลายคน “กล่าวอ้าง” ประโยคนี้บ่อยๆ
คนฟังก็เคลิ้มตามไป จนอาจลืมคิดในเนื้อหาสาระ หรือนัยจริงๆคืออะไร

ผมเองก็ไม่ได้ตามอ่านทั้งหมดทุกคำที่เกี่ยวเนื่องกับประโยคนี้หรอกครับ
(ถ้าตามหาอ่าน ก็อาจจะเข้าใจไอน์สไตน์บ้างว่าเขาต้องการจะสื่ออะไรบ้าง!)

แต่ผมคิดว่า...
หากเรามุ่งหวังให้คนคิดเพียงด้าน “จินตนาการด้านเดียว” Imagine ผมว่ามันจะขาดสมดุลไปนะครับ
คิดเอง มองเอง จากมุมการปฏิบัติและการทำงานของผม
ผมว่า “ความรู้” Knowledge ก็สำคัญพอกันครับ
ใช้จินตนาการมากไป ก็รู้สึกว่า จะเหมือนฟุ้งๆไปหน่อย
ผมเห็นหลายๆคนมีความคิดดีๆครับ
แต่พอจะเอาความคิดดีๆนั้นมาปฏิบัติ กลับพบว่ามันทำได้ยาก
เพราะมันขาดส่วนที่เรียกว่า “ความรู้” ไป
หรือ ความรู้อาจมีอยู่ เพียงแต่มันยังไม่มากพอที่จะทำให้ความคิดนั้น “เกิดผล”



อีกสิ่งหนึ่งที่ผมว่าสำคัญไม่แพ้กัน หากเราต้องการจะทำอะไรให้เกิดผล คือ
“ความอยาก”  Passion (แค่ความต้องการอาจไม่พอครับ)

คนส่วนหนึ่ง...
ไม่ประสบความสำเร็จ
จริงๆแล้ว ผมว่าพวกเขาไม่ได้ล้มเหลวเพราะไม่มีความสามารถหรอกครับ
แต่พวกเขาล้มเหลว เพราะ “เลิกล้ม” ต่างหาก
คำว่า “เลิกล้ม” นี้ ผมถือว่ามันสัมพันธ์กับ คำว่า “ความอยาก” ครับ
เมื่อไรที่เราหมดความอยาก
เราก็มักจะไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรก็ตาม แม้มันอาจจะง่าย
ก็เท่ากับว่า “เราเลิกล้ม” นั่นเอง

มีความคิดหรือจินตนาการดี บรรเจิด สวยงาม
มีข้อมูลความรู้เพียงพอ มากพอ
และมีความอยากหรือความต้องการจะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ อย่างแท้จริง
ย่อมส่งผลให้เกิด “ความสำเร็จ” อย่างแน่นอนครับผม

Imagine + Knowledge + Passion = Success
ผมเชื่อเช่นนั้น

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ



“จินตนาการ” สำคัญกว่าความรู้ - แน่นอน!

“จินตนาการ” สำคัญกว่าความรู้ - แน่นอน!

ผมเคยเขียนว่า...
“ความรู้” สำคัญพอๆกับ “จินตนาการ”...
แต่ในกรณีของการสร้างกระบวนการคิด
โดยเฉพาะกับเด็กๆนั้น
ผมเชื่ออย่างที่ “ไอน์สไตน์” ว่าไว้ คือ...
“จินตนาการ” สำคัญกว่าความรู้

เพราะกระบวนการคิดที่จะกว้างขวาง ครอบคลุม
ลึกซึ้ง อย่างแท้จริง
ต้องอาศัย “จินตนาการ” เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ



ผู้ที่คิดค้นอะไรที่ใหม่ๆ แตกต่าง
หรือที่เรามักเรียกว่า “นวัตกรรม” ในปัจจุบัน
หากเราเข้าไปรู้กระบวนการคิดของพวกเขา
ก็จะพบว่า...
ล้วนมีเรื่องจินตนาการเข้ามาประกอบ
หรือไม่ก็ ดูย้อนกลับไป...ก็จะเห็นว่า...
คนกลุ่มนี้ มีวิธีคิดที่แตกต่างมาตั้งแต่เด็กๆ
มีจินตนาการที่เกินเลย
จนบางครั้ง คนใกล้ตัวบอกว่า “บ้า”...
ก็แปลกดี...

ผมเข้าใจว่า... ระบบการเรียนรู้ในปัจจุบัน...
ก็เปลี่ยนแปลงไปพอควร
เห็นมีการพูดถึง “การเอาผู้เรียนเป็นที่ตั้ง” อยู่บ่อยๆ
แม้คนพูดอาจไม่เข้าใจทั้งหมดในรายละเอียด
แต่ด้วยท่าทีที่จะปฏิบัติแบบนั้น
ผมว่าก็ดีมากแล้ว...
แค่ไม่ไปจำกัดความคิดหรือกระบวนการคิดของผู้เรียน
ก็ถือว่า “เป็นบุญ” แล้วล่ะครับ...

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Take the Heat! น้ำอดน้ำทน

Take the Heat! น้ำอดน้ำทน

วันก่อนได้เรียนรู้ ประโยคภาษาอังกฤษประโยคหนึ่ง
จากการเข้าร่วมงานสัมมนา เรื่อง ‘Change’
นั่นคือ ประโยคที่ว่า “Take the Heat!
แปลแบบให้เข้าใจง่ายๆได้ว่า
มีน้ำอดน้ำทน” ต่อสิ่งต่างๆ

การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปรกติของชีวิต
เป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้องประสบพบเจออย่างแน่นอน
ไม่มีทางเลี่ยง!
ประเด็นก็คือว่า “ใครจะใช้ชีวิตอยู่กับมันได้” อย่างมีความสุข
ในแต่ละวัน...

คนที่จะอยู่ได้อย่างมีความสุข คือ
คนที่มีน้ำอดน้ำทน “เป็นนิสัย”
โดยเฉพาะต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่กำลังประสบอยู่

คนที่เติบโตในองค์กร ขึ้นไปอยู่ในระดับการบริหารจัดการ
ย่อมมีเรื่องเข้ามาหาหลายด้านหลายมุม
ทั้งเรื่องงาน เรื่องคน
ผู้บริหารที่เก่งหรือสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข คือ
คนที่สามารถอดทน “มีน้ำอดน้ำทน” ได้ต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น

นี่หรือเปล่าครับ...
ที่เขามักจะบอกว่า “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว”

เมื่อพูดถึงความอดทน หรือ “มีน้ำอดน้ำทน” นั้น
ผมมักนึกถึง หรือ เปรียบเทียบกับ “หิน
ความเป็นหินนั้น สิ่งที่เราเข้าใจได้คือ หินนั้น “แข็ง แกร่ง หนัก นิ่ง



หากจะเปรียบเทียบความอดทนแล้ว ก็คงจะคล้ายกัน
คนที่ “มีน้ำอดน้ำทน” จะมีบุคคลิกของ “ความหนักแน่น”
แข็งแกร่ง !
มีความนิ่งไม่สะทกสท้านต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบ
มีสติรู้ในการตอบสนองต่อสิ่งที่มากระทบ

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

คนฉลาด คือ “คนโง่”

คนฉลาด คือ “คนโง่”

“ใครที่คิดว่าตนเองฉลาด ผู้นั้น คือคนโง่”
เป็นคำพูดของครูฝึก “จ่าคม”
ครูผู้นำโปรแกรมสร้างทีมงานที่ผมได้เข้าร่วมล่าสุด ที่กาญจนบุรี
ฟังดูแล้วก็แปลกๆ
ลองคิดให้ดีนะครับ มีคำตอบ



ครูบอกว่า คนที่คิดว่าตนเองฉลาดนั้น
“มักจะไม่ฟังคนอื่น”
โดยเฉพาะคำพูดที่บางครั้งอาจดูแรง

คนฉลาดมักมองว่า “ทุกคำพูดนั้น ดีหมด”
เอาไว้พิจารณาตนเอง ปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น

ผมเองก็คิดคล้ายกับที่ครูฝึกพูดครับ
แต่ก็ยังทำไม่ได้ทุกครั้ง
เพียงแต่ว่า จะตั้งสติให้ได้เวลาฟังคนอื่นๆพูด
โดยเฉพาะคำพูดที่กระทบตัวผมเอง
บ่อยครับที่ผมจะหงุดหงิดและตอบโต้
สิ่งที่ผมปฏิบัติคือ รู้ให้ทันว่า “ตนเองกำลังโกรธ”
แล้วรีบแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น
ก็มีบางครั้งครับ ที่หลุดตอบโต้กลับไป
เพราะผมเองมันพวกโทสะจริตครับ
แต่ก็ถือว่าได้พยายามแล้ว (ให้กำลังใจตัวเอง)
และจะพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นทุกวัน จะรู้ให้เร็ว
และเปิดใจรับฟังผู้อื่นให้มากขึ้น

คนฉลาด คือ “คนโง่” ครับ
ท่านเคยบ้างไหมครับ ที่คิดว่าตนเองฉลาด
และเคยรู้สึกไหมครับว่า ท่านปิดกั้นช่องทางโอกาสในการที่จะได้ปรับปรุงตนเอง
ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกวัน
หากเคย...
เรามาเปิดใจให้มากขึ้นดีไหมครับ
เพื่อชีวิตพวกเราจะได้ดีขึ้นทุกวันๆ

คนฉลาด คือ “คนโง่” ครับ

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ