วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่จะช่วยให้เป็น "ผู้นำที่ดี" (และเก่ง)...


คนไทยมักจะพูดถึงผู้นำ ๒ แบบ คือ
แบบมีพระเดช และ พระคุณ
หรือ...เรียกว่า..
แบบมีอำนาจ หรือ มีบารมี

แต่สิ่งที่ถือว่า ผู้นำมีแล้วย่อมดีกว่า คือ "บารมี"
และว่าไปแล้วการนำนั้น ก็น่าจะต้องมีทั้งสองอย่างร่วมกัน
ใช้ตามสถานการณ์...

เครื่องมือ หรือ สิ่งที่จะส่งเสริมการเป็น "ผู้นำที่ดี" และเก่ง ได้แก่

๑. พลังการโน้มน้าว Persuation
     ที่สามารถโน้มน้าวคนอื่นๆได้ดี

๒. ความอดทน อดกลั้น Patience

๓. เปิดใจ Openness
     รับฟังความคิดเห็นของคนอื่นๆ และผู้ตามได้

๔. ใส่ใจ Kindness & Caring
      ให้ความสนใจ ใส่ใจดูแลผู้ตาม

๕. กรุณา Compassionate confrontation
      สามารถมองเห็นสิ่งที่ผิดพลาดและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วช่วยผู้ตามให้ระมัดระวังสิ่งดังกล่าว

๖. มีคุณธรรม Integrity


จริงๆแล้วคงมีอีกมากมายหลายเรื่องที่จะส่งเสริมการเป็นผู้นำที่ดีและเก่ง
ลองปรับใช้และเรียนรู้ดูครับผม

อ๋อ ขอรับ

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ลักษณะของ "ผู้นำที่ดี" คือ...



"ผู้นำที่ดี" ...

เป็นคนที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
อยู่ใกล้ๆแล้วจะรู้สึก มีพลังความคิดบวก เสมอ
เชื่อในความสามารถของผู้อื่น
มีความสมดุลในชีวิต (ตนเอง ครอบครัว สังคม งาน)
ทำงานเก่ง (ทำงานหนัก พอๆกับ ทำงานวางแผน)
เตรียมความพร้อมเสมอสำหรับการทำงาน (เรื่องฉุกเฉินลืมไปได้เลย)
มองการให้บริการคนอื่นๆ คืองานสำคัญ
มองชีวิตคือการเรียนรู้ การเดินทาง (มันมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี)

...
อ๋อ ครับผม

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิธีคิด และ ข้อระลึก ของการเป็น "Coach ที่ดีที่สุด"


ตัว Coach เอง...
ต้องรักษา “วิธีคิดและวางบทบาทในการสอนงานอย่างต่อเนื่อง” (maintain the mindset of coach)
และที่สำคัญอีกอย่างคือ...
“ต้องรักษาความเชื่อมั่นที่ว่า ผู้รับการชี้แนะนั้น มีความสามารถในการปฏิบัติตามข้อตกลงได้จริง และจะพบความสำเร็จในที่สุด” (Believing in their ability)
ต้องระลึกไว้เช่นนี้เสมอ!

รายละเอียดที่ http://coach-ampol.blogspot.com/2011/10/how-tocoach.html

อ๋อ ครับผม

ทำงานเอง กับ ทำงานแบบมี coach หรือคนชี้แนะ นั้น “ต่างกัน” แน่นอน


พนักงานกลุ่มที่มีทักษะหรือประสบการณ์ มักถูกทิ้งให้ทำงานคนเดียว หาทางทำงานเอง stand alone
ต้องระลึกไว้เสมอว่า...
ทำงานเอง กับ ทำงานแบบมี coach หรือคนชี้แนะ นั้น “ต่างกัน” แน่นอน
เพราะการมีคนชี้แนะนั้น งานจะออกมาดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด และยังเป็นการสร้างแรงกระตุ้นในการทำงานที่ดีอีกด้วย
หากทิ้งให้พวกเขาโดดเดี่ยวแล้ว สิ่งที่จะพบคือ “การลาออก” สูงมากขึ้น

รายละเอียดที่ http://coach-ampol.blogspot.com/2011/10/coach-errors.html

อ๋อ ครับผม

สิ่งสำคัญที่สุดของ “การสอน” คือ การรู้ว่าผู้เรียน "รับรู้" อะไรบ้าง...


สิ่งสำคัญที่สุดของ “การสอน” คือ...
การที่จะประเมินว่า “ผู้เรียนได้เรียนรู้หรือรับรู้อะไรไปบ้าง?”
ระวังการประเมินโดยใช้เกณฑ์ “ผู้สอนได้สอนอะไรไปบ้าง?” ซึ่งหากใช้เกณฑ์นี้ จะเป็นความผิดพลาดอย่างมากทีเดียวในการสอน และจะส่งผลให้ การสอนประสบความล้มเหลวในที่สุด
โดยสรุปแล้ว...
“ผู้ที่สอนงานเก่ง” Good Coach ก็คือ “ครูที่เก่ง” Good Teacher นั่นเอง


รายละเอียดที่ http://coach-ampol.blogspot.com/2011/10/coachs-mind-set.html

อ๋อ ครับผม

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

The BOSS ตอนที่ ๔ – “ชี้แนะ” Coaching จากเจ้านายต่อลูกน้อง...ความสามารถพิเศษที่ฝึกได้



หนังสือ The BOSS บริหารคนอย่างเหนือชั้น
ไม่แน่ใจคนเขียนนะครับ แต่เขียนได้ดีครับ อ่านง่าย กระชับ นำไปใช้ได้เลย
แปลโดย อาจารย์ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม
การเป็น “นาย” หรือ Boss นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ
รับผิดชอบเยอะ ทั้งเรื่องงาน และ เรื่อง “คน”

The BOSS ตอนที่ ๔ – “ชี้แนะ” Coaching จากเจ้านายต่อลูกน้อง...ความสามารถพิเศษที่ฝึกได้
เป็นการช่วยเหลือลูกน้องให้สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ และสามารถสร้างผลงาน “เข้าตากรรมการ” เพื่อจะเติบโตขึ้นไปในระดับสูงขึ้นในองค์กร
โดยผู้เขียนได้สรุป “การชี้แนะแนวทางการทำงาน” ของเจ้านาย ไว้  หลายเรื่องด้วยกัน ได้แก่
1.   กำหนดเป้าหมาย
ถือเป็น “กฎข้อที่ ๑” ในการให้คำแนะนำชี้แนะเลยทีเดียว
ลูกน้องต้องเข้าใจเป้าหมายการทำงานอย่างชัดเจน

2.   มีบรรทัดฐาน
หากบรรทัดฐานสูงเกินไป ลูกน้องจะเครียดมากกว่าที่จะเป็นผลดี
ดังนั้น บรรทัดฐานจึงควรคำนึงหรือกำหนดตามความสามารถของลูกน้องแต่ละคนด้วย
เพื่อไม่ให้เกิดภาวะกดดันหรือเครียดมากเกินไป

3.   คำสั่งต้องชัดเจน
เจ้านายที่แนะนำหรือชี้แนะจะต้องให้คำพูดหรือเนื้อหาที่บอกไป ชัดเจน ไม่คลุมเครือ
คำที่คลุมเครือ ก็อย่างเช่น “อาจจะ” “บางที” เป็นต้น

4.   การมีส่วนร่วม(กับงานของลูกน้อง)
การให้คำชี้แนะขแงเจ้านายนั้น บางทีอาจจะต้องแสดงออกหรือเข้าไปมีส่วนร่วมบางส่วนของงาน
เพื่อให้ลูกน้องมีความเชื่อมั่นกับงานที่ทำว่าจะบรรลุความสำเร็จได้อย่างไม่ต้องสงสัย

5.   กระตุ้นให้ลูกน้องแสดงความคิดเห็น
ลูกน้องหลายคน มักเกรงใจเจ้านาย จึงไม่ค่อยสอบถามแม้จะสงสัย คือลองทำไปก่อนแล้วค่อยถาม
แต่ในการให้คำชี้แนะนั้น เจ้านายจะต้องกระตุ้นหรือถามลูกน้องถึงความเข้าใจหรือความชัดเจนในข้อตกลงในการทำงาน
อย่างน้อยก็เพื่อให้ลูกน้องทำงานได้อย่างเข้าใจ แจ่มแจ้ง ราบรื่นตลอดงานที่ได้รับมอบหมาย

6.   ยกตัวอย่างประกอบ
แน่นอนว่า การใช้แต่คำพูดหรือทฤษฎีล้วนๆกับลูกน้องนั้น ความเข้าใจอาจไม่แจ่มแจ้งทั้งหมด โดยเฉพาะความจริงที่ว่า ลูกน้องแต่ละคนมีระดับความเข้าใจหรือการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป
การให้ตัวอย่างประกอบย่อมทำให้ความเข้าใจมีมากขึ้นกว่าเดิม
โอกาสที่ลูกน้องจะทำงานได้อย่างถูกต้อง ก็จะมีมากขึ้น

จริงแล้วมีอีกหลายข้อ แต่ขอยกเฉพาะที่น่าสนใจจริงๆมา 6 ข้อเท่านั้น
ลองปรับใช้ดูนะครับ เพื่อองค์กรจะได้ก้าวหน้าไปอย่างดียิ่งขึ้น และ นำพาความสำเร็จมาสู่ทุกคนในองค์กร ทำให้องค์กรดำเนินไปและเติบโตอย่างยั่งยืน.

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

The BOSS ตอนที่ ๓ – “หน้าที่ความรับผิดชอบ” ของเจ้านายที่ต้องดูแลลูกน้อง...ต้องใช้ศิลปะ



หนังสือ The BOSS บริหารคนอย่างเหนือชั้น
ไม่แน่ใจคนเขียนนะครับ แต่เขียนได้ดีครับ อ่านง่าย กระชับ นำไปใช้ได้เลย
แปลโดย อาจารย์ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม
การเป็น “นาย” หรือ Boss นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ
รับผิดชอบเยอะ ทั้งเรื่องงาน และ เรื่อง “คน”

ตอนที่ ๓ – “หน้าที่ความรับผิดชอบ” ของเจ้านายที่ต้องดูแลลูกน้อง...ต้องใช้ศิลปะ
โดยผู้เขียนได้สรุป “หน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้านาย” ไว้ 5 เรื่องด้วยกัน ได้แก่
1.   มอบอำนาจให้ลูกน้อง ตามสมควร
ต้องรู้ความสามารถของลูกน้องแต่ละคน
แล้วต้องให้ลูกน้องรู้ถึงขอบข่ายงานที่ต้องทำอย่างชัดเจน
ให้อำนาจในการทำงานอย่างเต็มที่ในขอบข่ายดังกล่าว

2.   อย่าช่วยเหลือแนะนำลูกน้อง มากจนเกินไป
การก้าวก่ายงานลูกน้องมากไป ก็เหมือนทำงานช่วยลูกน้องจนลูกน้องอาจไม่กล้าใช้ความสามารถเต็มที่ หรือ อยู่ในสถานะพึ่งพาเจ้านายเสมอๆ
เมื่อมอบหมายงานแล้ว ควรไว้วางใจ สอบถามบ้างตามโอกาส และช่วยในความคืบหน้าของงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย

3.   อย่าแย่งความดีความชอบ จนพร่ำเพรื่อ
เจ้านายหลายคนมักคิดว่า ผลงานลูกน้องเกิดจากการวางแผนหรือการสนับสนุนของตนเอง คือ คิดว่าผลงานนั้นๆ เกิดจากความดีความชอบของตนเอง
แน่นอนว่า ลูกน้องทำได้ดี ก็มีส่วนมาจากเจ้านายส่วนหนึ่ง
แต่ก็ควรต้องชื่นชมลูกน้องด้วย คุยกับผู้ใหญ่ถึงผลงานของลูกน้องด้วย

4.   เน้นศีลธรรมจรรยาในอาชีพ
ไม่ไปเน้นเรื่องตัวเงินมากเกินไป
พูดให้ลูกน้องได้เห็นภาพการทำงานที่ไม่ได้ทำเพื่อเงินอย่างเดียว
มีเรื่องคุณค่าของชีวิตด้วย

5.   ละทิ้งเรื่องส่วนตัว
ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาที่ทำงาน
ควรเห็นอกเห็นใจลูกน้องที่ไม่สบายใจ
ต้องอดทน อดกลั้น
แสดงน้ำใจ
ต้องชี้แนะ ช่วยผ่อนคลาย

ลองปรับใช้ดูนะครับ เพื่อองค์กรจะได้ก้าวหน้าไปอย่างดียิ่งขึ้น และ นำพาความสำเร็จมาสู่ทุกคนในองค์กร ทำให้องค์กรดำเนินไปและเติบโตอย่างยั่งยืน.


ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ