แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

วิธีคิดใหม่...ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ด้วย Marketing 3.0

หากมองไปถึงการเคลื่อนตัวของการตลาด Marketing แล้วนั้น


จะเห็นว่า...


การเคลื่อนตัว "ครั้งใหม่" เริ่มขึ้นมาแล้วช่วงหนึ่ง



เป็นการเคลื่อนตัวจาก....


Marketing 1.0...ไปสู่ Marketing 2.0... ไปสู่ Marketing 3.0



และบางคนก็เริ่มมากล่าวถึง Marketing 4.0 แล้ว...แต่ผมว่ายังไม่ถึง


หากเป็น Marketing 3.0 ก็ยังพอเห็นได้ชัดเจน

แล้วมันต่างกันอย่างไร ? ....






Marketing 1.0

เป็นการทำธุรกิจที่มุ่งเน้นไปที่การผลิต "ตัวผลิตภัณฑ์" เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด

หรือที่เรียกว่า Product centric


Marketing 2.0

เป็นการเปลี่ยนมุมการคิด โดยมามุ่งมองที่ "ตัวลูกค้า" หรือ ผู้บริโภค

ซึ่งจะเน้นไปที่ลูกค้าเป็นกลุ่ม หรือ เป็นรายๆไป

เรียกว่า Customer Centric นั่นเอง


Marketing 3.0

เป็นมุมมองที่ถือว่า "ยิ่งใหญ่"

และขอบเขตดูจะ "กว้าง" กว่าของเดิมๆ

โดยจะมุ่งคิดไปถึง "ความเป็นมนุษยชาติ" ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับ "สิ่งแวดล้อมรอบตัว"

มองเรื่ององค์รวมมากขึ้น

มองเรื่องความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องมากขึ้น

เรียกว่า Human Centric


ดังจะเห็นได้จาก...

แต่ละบริษัทได้พูดถึงและปฏิบัติในเรื่องเกี่ยวกับ...

สังคม...

สิ่งแวดล้อม...

ความเป็นธรรม...

เพิ่มมากขึ้นกว่าอดีตมาก


....

อ๋อ ครับผม

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ความคิดความเชื่อ "ด้านความสำเร็จ" ของ Steve Jobs


About 'Success'...

"มีคนกล่าวว่า...
ต้องรักในสิ่งที่ทำอย่างมาก(จึงจะสำเร็จในสิ่งนั้น)
นับว่าจริงทีเดียว...

เพราะหากคุณไม่รักมัน...มันคงจะสำเร็จยาก
และก็มักจะ "ล้มเลิกกลางคัน"...

คุณต้องทำสิ่งต่างๆอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน...คุณจึงต้องมีความรักในมัน
จึงจะพบความสำเร็จ

คนที่รักในงานที่ทำ...จะอดทนสู้ต่อความยากลำบากได้
..."

จากหนังสือ "ถอดรหัสสมอง-อัจฉริยะแห่งแอปเปิ้ล - ความเชื่อของสตีป จอบส์" ของสำนักพิมพ์ขวัญข้าว

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เพราะมันเป็น "ความโง่" ที่เท่ากัน


ครั้งหนึ่ง เธอบอกว่า...ฉันนี้น่ารัก
วันนี้...เธอบอกว่า ไม่น่ารักเสียแล้ว

เมื่อไรหนอ
เธอจะพูดว่า...ไม่มีอะไร
- ทั้งที่น่ารัก และ ไม่น่ารัก !

เพราะมันเป็น "ความโง่" ที่เท่ากัน

เมื่อนั้น
เธอกับฉันเป็นคนเดียวกัน

--- ท่านอาจารย์พุทธทาส

...
อ๋อ ครับผม

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผู้จัดการที่ดี..จะตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ "ไม่สมบูรณ์แบบ"


การที่จะอยู่ในสถานการณ์ที่ทุกอย่างสมบูรณ์แบบนั้น
ต้องบอกว่า...
"เป็นไปไม่ได้"
ใช่แล้วครับ เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะมีข้อมูลทุกอย่าง อย่างครบถ้วน

เพราะแม้แต่การมีข้อมูลที่ "มากเพียงพอ"
ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างมากในการรวบรวม
และอาจส่งผลให้การตัดสินใจ "ช้าเกินไป"

แม้การตัดสินใจจะถูกต้อง
แต่การตัดสินใจช้าเกินไป อาจจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย

...
อ๋อ ครับผม

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ถ้าเขาดูหมิ่นเรา...จงขอบใจ!


ถ้าเขาดูหมิ่นเรา
จงขอบใจ...
ที่ให้โอกาสเราพิจารณาตัวเองว่า...
เราดีกว่าเขา
เพราะเราไม่ได้ดูหมิ่นใคร
และ
ได้ทดสอบตัวเองว่า..
มีธรรมะสักเท่าใด

...

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หลัก 4 ประการของการพัฒนา “คำพูด” แบบคนที่คิดใหญ่ Thinking Big


หลัก 4 ประการของการพัฒนา “คำพูด” แบบคนที่คิดใหญ่ Thinking Big
1.    ใช้คำหรือวลี ที่เป็นบวก ยิ่งใหญ่ มีพลัง ในการอธิบายความรู้สึก
เลือกใช้คำที่เป็นบวก Positive words
เช่น...
“วันนี้เป็นวันที่สุดยอด”
“งานของคุณ แจ๋วมากๆ”
“เยี่ยมยอดไปเลย”

2.    ใช้คำที่สดใส รื่นเริง ในการพูดถึงคนอื่น
“เขาเป็นคนดี”
“เขาเป็นคนที่น่าสนใจ มีแนวคิดที่ดีมาก”
“คนๆนี้คบได้ ไว้ใจได้”

3.    ใช้คำพูดเป็นบวก ให้กำลังใจคนอื่นๆ เมื่อมีโอกาส
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตัว การทำงาน
แต่ต้องอยู่บนพื้นฐาน “ความจริงใจ”

4.    ใช้คำพูดที่เป็นบวก ในการแสดงแผนงานกับคนอื่น
“มีข่าวดีมาบอก”
“นี่เป็นข่าวดีจริงๆ ที่พวกเราจะได้ทำงานนี้”

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

Real Leaders - สิ่งที่ "ผู้นำที่แท้จริง" ต้องรู้และปฏิบัติ


Leaders ต้อง "เข้าใจตนเอง" และความต้องการของตน...
เพื่อจะได้รู้ว่าตนเองมีบุคลิกการนำแบบไหน Leadership Style

Leaders ต้องให้เกียรติผู้อื่น... ในความเป็นตัวตนของคนๆนั้น

Leaders ต้องสร้างและ "รักษา" ความเชื่อถือในตนเอง

Leaders ที่แท้จริง "ไม่ทำ" ในเรื่องที่ลูกน้องทำเพื่อตนเองได้อยู่แล้ว

Leaders ต้องเข้าใจว่า คุณจะต้องเจอ "ความท้าทาย" อยู่ตลอดเวลา

Leaders ต้องกระตุ้นให้คนรอบตัว เข้าใจ และยอมรับ "การเปลี่ยนแปลง" 
และทำให้พวกเขาพร้อมที่จะเดินหน้าไปกับสิ่งเหล่านี้

Leaders ต้องช่วยผู้อื่น ให้ "ช่วยตัวของพวกเขา" เองได้

Leaders ต้องมีความสามารถในการ "ตัดสินใจรวดเร็ว"
(ความสำเร็จเกิดได้เพราะการประเมินและตัดสินใจได้ดี)  

Leaders คือ ผู้สร้าง "ผู้ตาม"
ด้วย "ความสามารถในการโน้มน้าว"
(หากขาดภาวะที่จะโน้มน้าวแล้ย การมีอำนาจก็ไร้ประโยชน์หรือเป็นสิ่งที่มีอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น)

...
อ๋อ ครับผม

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

ข้อคิด "คมคม" จาก คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก


สิ่งที่คุณคิด...
กำหนดสิ่งที่คุณกระทำ
สิ่งที่คุณกระทำ...
กำหนดสิ่งที่คนอื่นจะมีปฏิกิริยากับคุณ

...
ยอมรับความคิดใหม่ๆ
ทำตัวเป็น "ฟองน้ำ"...
เพื่อดูดซับ

....
"เชื่อว่ามันเป็นไปได้"
นี่เป็นความจริงพื้นฐานในการทำอะไรก็ตาม

...
"สึกไปดีกว่าเป็นสนิม"
ชีวิตเป็นของคุณที่จะสนุกสนาน
อย่าปล่อยให้เสียไปอย่างไร้ประโยชน์

...
อ๋อ ครับผม

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

วิธีสร้าง "ทัศนคติที่ดี"... เพื่อช่วยจัดการความเครียดและชีวิต


ข้อคิดดีๆ จากหนังสือ "ลืมเสียเถอะ ความคิดติดลบ" โดย ดร.บุญเลิศ สายสนิท

มีข้อมูลบางส่วนที่กล่าวถึงการสร้างทัศนคติที่ดี เพื่อจัดการกับความเครียด และ ใช้ประโยชน์ให้กับชีวิตของเรา

ที่น่าสนใจ ได้แก่...

๑. จงอยู่กับปัจจุบัน
๒. อย่านำปัญหาหลายๆเรื่องมาสู่สมองพร้อมๆกัน
๓. อย่าคาดหวังผลสำเร็จในทันที
๔. อย่าปิดกั้นหัวใจด้วย "อคติ"
๕. จงเป็นผู้ฟังที่ดี
๖. อย่าป้อนข้อมูลผิดๆให้กับสมอง
๗. ให้จิตสำนึกมองอะไรๆในแง่บวกเสมอหรือให้มากที่สุด
๘. สร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและการหยุดพัก
๙. นำภาพความคิดใหม่ๆ ใส่ลงไปในจิตใต้สำนึกของคุณ
๑๐. หากิจกรรมที่คุณชอบและเป็นประโยชน์กับตัวคุณ มาทำอยู่เสมอๆ

...
อ๋อ ครับผม

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

หาก..อยาก "สำเร็จ"!...อยู่ที่คุณคนเดียวเท่านั้น...อย่าคอยเลย!

หาก..อยาก "สำเร็จ"!...อยู่ที่คุณคนเดียวเท่านั้น...อย่าคอยเลย!

...
เราไม่สามารถรอคอย "ใครก็ตาม"...
ที่จะมาเปลี่ยนแปลงตัวเรา

วิธีเดียวที่ดีที่สุด...ที่จะทำให้ตัวเราเองดีขึ้น คือ...
กระตุ้นตัวเราเอง "ด้วยตัวเอง"


 
การรอคอย...ก็คือ...
การรอคอยต่อไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด

หากคุณคอย "โอกาสที่สวยงามที่สุด"...
จงรับรู้ได้เลยว่า...
"ไม่มีวันนั้น"
...แน่นอน!

...
"จงหยุด" ที่จะคอยสิ่งเหล่านี้เถิด...
คอยให้ความเชื่อมั่นมากขึ้น
คอยให้ถึงเวลาที่เหมาะสม
คอยคนอื่นมาช่วยเปลี่ยนตัวเรา
คอยอากาศดีๆจะเริ่มขึ้น
คอยดอกเบี้ยสูงขึ้น
คอยว่า "ทุกคำถาม" จะได้รับคำตอบเสียก่อน (แล้วจึงจะทำ)
คอยที่จะให้ "ความกลัวการล้มเหลว" หมดไปก่อน (แล้วจึงจะทำ)

จงหยุดคิดแบบนี้
...

อ๋อ ครับผม

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

เริ่มปีใหม่ ด้วย ๓ บทความดีเยี่ยม - บทความที่ ๓ เรื่อง “ปล่อยวางบ้าง หากจิตใจ Overload สุขทุกข์”


เริ่มปีใหม่ ด้วย ๓ บทความดีเยี่ยม
ของอาจารย์ วศิน อินทสระ


บทความที่ ๓ เรื่อง “ปล่อยวางบ้าง หากจิตใจ Overload สุขทุกข์”
เมื่อ “สุข”...เราจะรู้สึกเบาเหมือน “นุ่น”...
เมื่อ “ทุกข์”...เราจะรู้สึกหนักเหมือน “หิน”...
แต่ไม่ว่าจะเบาดัง “นุ่น” ก็ตาม...หากนุ่นมากๆเข้า...ก็หนักได้เหมือนกัน
จิตใจของคนเราก็มีสภาพคล้ายๆกันเช่นนั้น...
เมื่อรับสุขหรือทุกข์มากๆเข้า...มันก็ Overload(=รับหนักมากเกินไป) ได้เหมือนกัน
คนเราจึงต้องเรียนรู้ที่จะ “ปล่อยมันออก” เสียบ้าง...
นั่นก็คือ “การปล่อยวาง” หรือ อุเบกขาในทางพุทธนั่นเอง
ข้อคิด คือ...เดินใน “ทางสายกลาง”...ปล่อยวางสิ่งที่รับเข้ามา...เพื่อชีวิตที่สบายและสุข

...
อ๋อ ครับผม

เริ่มปีใหม่ ด้วย ๓ บทความดีเยี่ยม - บทความที่ ๒ เรื่อง “ถนอมน้ำใจกันไว้”


เริ่มปีใหม่ ด้วย ๓ บทความดีเยี่ยม
ของอาจารย์ วศิน อินทสระ
บทความที่ ๒ เรื่อง “ถนอมน้ำใจกันไว้”
คนเรามีความอดทน “มีขอบเขต”...
หากถูกทำร้ายจิตใจมากๆเข้า...ก็ย่อม “ทนไม่ได้”..มีแต่จะแตกหักกันไป
คนที่รักกัน...ต้องระมัดระวัง “เสมอ”...
ต้องรักษาน้ำใจ “ถนอมน้ำใจ” กันและกัน
ระวัง “การพูดจา”...ระวัง “การกระทำ”...ที่ทำให้อีกฝ่าย “เสียใจ”
“รอยร้าวของความเสียใจ” มีมากๆเข้า...หลายรอย...มีก็ย่อมเกิด “แตกสลาย” ได้ในที่สุด
สิ่งที่ดี..เมื่อมันแตกสลายเสียแล้ว...ย่อมเรียกร้องเอาคืนมาดีดังเดิมได้ยาก...
หรือไม่ได้เลย
ข้อคิด คือ...ระวังการแสดงออกกับผู้อื่น...รักษาน้ำใจ ถนอมน้ำใจกันไว้...ก็พบสุข

...
อ๋อ ครับผม

เริ่มปีใหม่ ด้วย ๓ บทความดีเยี่ยม - บทความที่ ๑ เรื่อง “กำลังใจ”


เริ่มปีใหม่ ด้วย ๓ บทความดีเยี่ยม
ของอาจารย์ วศิน อินทสระ

บทความที่ ๑ เรื่อง “กำลังใจ”
ขุมพลังที่สำคัณมากที่สุดของชีวิตคน คือ...
“กำลังใจ”...
เพื่อใช้ต่อสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต..โดยเฉพาะต้องต่อสู้กับเรื่องที่ลำบากยากเข็ญ
หากยังมีกำลังใจ...คนก็จะสู้ไม่ท้อถอย...ก็ไม่แพ้...
แต่เมื่อใดที่ “กำลังใจหมด”...
ความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้ชีวิตหมดสิ้นตามไปด้วย
ข้อคิด คือ...กำลังใจต้องมีและต้องเข้มแข็ง...ตลอดเวลา


...
อ๋อ ครับผม

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กล้าที่จะเปลี่ยน "ตนเอง" วันนี้...ตอนที่ 2


"หากเราเปลี่ยนช้าจนเกินไป...
พวกเราก็จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง(คนอื่นๆ)"
...ลีกวนยู

...

หากการเปลี่ยนแปลงนั้น...เราควบคุมมันได้...
มันคือ "ความก้าวหน้า"..
แต่หากเราควบคุมจัดการมันไม่ได้...เราเรียกมันว่า "วิกฤติ"

แต่อย่างไรก็ตาม...
ไม่ว่าจะ "ความก้าวหน้า" หรือ "วิกฤติ"...
ล้วนมีคำว่า "การเปลี่ยนแปลง" เป็นสิ่งที่แน่นอนเสมอ

หากคุณขับรถไปบนเส้นทาง "เดิมๆ"...
จุดหมายปลายทางที่คุณจะไปถึง...
แน่นอนว่า..เป็นสถานที่เดิมเสมอ

ทุกวันนี้...
ไม่ใช่ "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" เสียแล้ว..
แต่เป็น...
"คนที่เร็วกว่า.. จะชนะ"

และ หากคุณไม่สามารถ "ทิ้งอดีต" ไว้ข้างหลังได้...
คุณก็ยากที่จะเดินไปสู่ "อนาคตข้างหน้า"

ไอน์สไตน์ กล่าวว่า..
"เพียงสิ่งเดียวที่ขัดขวางการเรียนรู้...มันคือ การศึกษา(ที่ได้รับมา)"

...
อ๋อ ครับผม

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การรับฟัง "คำทัดทาน" ว่าด้วยความสำคัญของการเปิดใจรับฟังปัญหา


" อันการรับฟังนั้น...
ก็คือ.. การยอมให้ทักท้วง โดยไม่ต้องอำพราง
เช่นนี้..
จึงจะสามารถรับฟังแผนการของปราชญ์จากเบื้องล่าง.."

การเป็น "ผู้นำ" นั้น..
จำเป็นต้องมีคนที่สามารถให้ทักท้วงได้
เพื่อคอยท้วงติง และแก้ไขสิ่งที่ผิด
มิเช่นนั้น ก็จะเกิดอันตรายขึ้นได้ หากไม่ฟังคำท้วงติง
หรือ ไม่มีใครท้วงติงได้

หากปฏิเสธคำทักท้วงแล้ว...
ปราชญ์ก็ไม่กล้าทักท้วง..
ที่สำคัญ..จะเป็นการ "เปิดช่อง" ให้...คนที่ไม่ดีเข้ามามีอำนาจ
สุดท้ายก็ส่งผลเสียต่อองค์กรหรือประเทศได้

...
อ๋อ ครับผม

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

"เหมือนเอาทองแท่งไปฝนกับหิน" โดย อาจารย์ วศิน อินทสระ


"เหมือนเอาทองแท่งไปฝนกับหิน"

โดย อาจารย์ วศิน อินทสระ

การไปวุ่นวายกับชีวิตของคนบางคน...
มากเกินไป...
อาจทำให้เราเสียใจอยู่บ่อยๆ

คนบางคนมีจิตใจโน้มไปทาง "อกุศล"...
สอนให้ทำดีได้ยาก

เหมือนเอาทองแท่งไปฝนกับหินหรือก้อนอิฐ...
หินไม่เป็นไร...
แต่ทองจะกร่อน

คนเรามีวิบากในจิตไม่เหมือนกัน

หากไปเจอคนอย่างนี้...
"วางเฉย" เสียดีกว่า

...
อ๋อ ครับผม

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กล้าที่จะ “เปลี่ยนแปลง” ชีวิต - ตอนที่ 1


กล้าที่จะ “เปลี่ยนแปลง” ชีวิต - ตอนที่ 1

สิ่งที่แน่นอนที่สุด คือ “การเปลี่ยนแปลง”
(การเปลี่ยนแปลง คือ สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา)

ทุกวินาทีที่ผ่านไป เราไม่เคยเหมือนเดิม
(ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา)

คนที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ก็มีชีวิต(ความคิด)เหมือนถูกโบกทับด้วยปูนเอาไว้

เพียงคนที่ตายเท่านั้น ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิด
(หรือในทำนองกลับกัน - คนที่ยังมีลมหายใจ สามารถเปลี่ยนความคิดได้เสมอ)

เพียงคนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

“งู” ที่จะเติบโต ย่อมต้องลอกคราบเก่าออกทิ้งเสมอ

ปราศจากการเปลี่ยนแปลง ย่อมแสดงว่า “ไม่เติบโต” อีกแล้ว...และเมื่อไม่เติบโต อนาคตก็คือ “ความตาย”

คนที่ไม่ชอบเปลี่ยนแปลง มักมีเหตุมาจาก “ความกลัวต่อสิ่งที่เขาเองไม่รู้” Unknown
การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว(ในทุกวัน) ทำให้เราเองต้องมีความสามารถในการปรับตัวได้เร็วขึ้น
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า...เราเองต้องมีความสามารถที่จะเรียนรู้ได้รวดเร็ว(จึงจะปรับตัวได้เร็วทันการเปลี่ยนแปลง)

การเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิด “ความสดใหม่” และ “นวัตกรรม”

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ยาระงับสรรพโรค – ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ


ยาระงับสรรพโรค – ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ

โรคมี ๒ ชนิด คือ..
โรคทางกาย และ โรคทางจิต

แต่ท่านอาจารย์ แยก โรคทางจิตออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่...
โรคทางจิตประสาท และ “โรคทางสติปัญญา หรือ โรคทางวิญญาณ”

โรคทางจิตวิญญาณนั้น สำคัญ และเป็นกันมาก ซึ่งพระอาจารย์ได้ใช้คำว่า “สรรพโรค” ก็ด้วยเหตุนี้
และ โรคทางจิตวิญญาณนี้ ต้องรักษาด้วย “ธรรมะ” ของพระพุทธเจ้านั่นเอง

ตัวอย่างของ “โรคทางจิตวิญญาณ” ได้แก่...
ความรัก
ความเกลียด
ความกลัว
ความตื่นเต้น
ความวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์
ความอิจฉาริษยา
ความหวง/ความหึง
ความยึดมั่น
ความสงสัย

ยาแก้โรคทางวิญญาณ ทั้ง ๗ อย่าง ได้แก่...
๑.     เปลือก ไม่รู้ไม่ชี้
๒.     แก่น ช่างหัวมัน
๓.    ราก อย่างนั้นเอง
๔.     ใบ ไม่มีตัวกู-ของกู
๕.     ดอก ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น
๖.     ลูก ตายก่อนตาย
๗.    เมล็ด ดับไม่เหลือ

กำกับด้วย “คาถา” สำคัญ...
“สัพเพ ธัมมานาลัง อภินิเวสายะ”
แปลได้ว่า...
“สิ่งทั้งหลายทั้งปวงหรือธรรมทั้งปวงอันใครๆไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนหรือของตน”

...สาธุ สาธุ สาธุ !!!

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การอยู่ร่วมกันของเหตุผลและอารมณ์ – “โลก 10 สิ่ง” ของ พระอาจารย์ นิชิเร็น ไดโชเน็น

การอยู่ร่วมกันของเหตุผลและอารมณ์ – “โลก 10 สิ่ง” ของ พระอาจารย์ นิชิเร็น ไดโชเน็น


มนุษย์มักมีสองด้าน ระหว่าง เหตุผล กับ อารมณ์ ซึ่งมักไม่ค่อยจะไปทางเดียวกันนัก
พระนักวิชาการที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น “อาจารย์ นิชิเร็น ไดโชเน็น” ได้แสดงถึงหลักเรื่องหนึ่งจาก “พุทธศาสนา” คือเรื่อง “โลก 10 สิ่ง” อันได้แก่
(ไม่แน่ใจว่าอยู่เฉพาะในมหายานหรือไม่ เอาเป็นว่าเราเอา “แก่น” หรือ “ประเด็นสำคัญ” ไปปรับใช้แล้วกันนะครับ)
๑.     นรก หรือ ความรู้สึกแย่ๆ
เมื่อมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น เราเกิดความขุ่นเคืองใจ อารมณ์ไม่ดี กังวล กลัว เศร้า ทุกข์

๒.     ความโลภ (บางทีใช้คำว่า “ความหิว”)
ถูกครอบงำด้วยความอยาก ตัณหา

๓.    สัญชาตญาณ
เป็นความอยากที่มีมาแต่เดิม ตามธรรมชาติ เช่น ความต้องการอาหาร ความต้องการทางเพศ

๔.     ความโกรธ
ควบคุมสติไม่อยู่ หงุดหงิด อารมณ์เสีย โกรธ

๕.     ความสงบเย็น
เป็นสภาวะแห่งสันติสุข

๖.     ความปลาบปลื้ม
ความดีใจ ความสุขสันต์ ที่เกิดขึ้นแล้วก็จะหายไป

๗.    การเรียนรู้
เป็นทักษะที่ทำเพื่อการรับรู้ การฝึกฝน การใช้เหตุผล

๘.     การตระหนักรู้
การค้นพบ การสร้างสรรค์ การคิด การเชื่องโยง

๙.     การช่วยเหลือ
เป็นสภาวะที่จิตเป็นผู้ให้ ในด้านที่เป็นกุศล ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

๑๐.การรู้ตื่น
ประเด็นนี้ไม่ใช่การมีสติแบบ 9 อย่างข้างต้น เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสติชั่วครู่ อาจมีมากมีน้อยตามแต่สภาพที่เกิดขึ้นของสติ
แต่ข้อสิบ “การรู้ตื่น” นี้ คือ สภาวะที่ไม่หวั่นไหวต่อความทุกข์ เป็นสภาวะที่ทางพุทธศาสนาต้องการให้เป็นเป้าหมายของชีวิตนั่นเอง

สิ่งทั้ง 10 นี้ จะเกิดขึ้นกับชีวิตของมนุษย์สลับกันไปมาหรือเกิดพร้อมๆกันก็ได้
แล้วแต่ว่าชีวิตขิงเราไปประสบกับสภาวะไหนบ้าง? ต่อเนื่องกันอย่างไร?
ลองสังเกตดูว่า...ณ ขณะนี้ เรามีสภาวะไหนเกิดขึ้นบ้าง...เรียนรู้และปรับใช้ดูครับ

หากจะอ่านภาษาไทยเพิ่มเติม อ่านได้จากฉบับแปลของอาจารย์ สุรพงษ์ สุวจิตตานนท์ หนังสือชื่อ “ชีวิตนี้มีคำถาม”...

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ

วิธีรับมือกับความทุกข์ 5 แบบ - จะเลือกแบบไหนดี ?

จะทำอย่างไรกับความทุกข์ดีนะ?
มีหลายวิธีที่จะจัดการ “ความทุกข์” ที่เรากำลังเผชิญอยู่


 
หนังสือเล่มนี้ The Big Questions ของ Lou Marinoff
ได้กล่าวไว้ถึง...วิธีรับมือกับความทุกข์ ได้แก่
๑.    แบกรับมันเอาไว้เองกับตัวเรา
คล้ายๆกับการ “เก็บกด” ความทุกข์เอาไว้
มันอาจจะดูดี...แต่ตัวเราจะรู้สึก “แย่”
หากมันกลายเป็น “ความเชื่อ” ของเราว่าวิธีนี้ดี..จะกลับยิ่งแย่ไปใหญ่
เพราะมันจะส่งผลยาวนานในชีวิต

๒.   หลีกหนีมันไปไกลๆ
มันอาจจะทำให้รู้สึกว่าเป็นวิธีที่ดี.. “ดูดี”
เหมือนเป็น “คนดี” คือไม่โต้ตอบ แต่ยอมให้กับมัน แล้วหลีกเลี่ยงออกไปจากมัน
มักพบว่า มันอาจจะไม่ได้รู้สึกดีขึ้นแต่อย่างใด กลับอาจจะทำให้ทุกข์มากเข้าไปอีก
อาจจะเป็นเพียงการ “พักความทุกข์” ไว้เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
หากเราเป็นต้นเหตุของความทุกข์แล้ว อาจจะต้องเลือกที่จะเผชิญกับมัน

๓.   โยนความทุกข์ออกไปยังผู้อื่น
วิธีนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย กลับทำให้มีทุกข์มากขึ้น ทั้งตัวเราเอง และ ผู้อื่น(ในโลกใบเดียวกันนี้)
เป็นการส่งผลกระทบที่กว้างมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ
เหมือนเป็น “ทุกข์ซ้ำซ้อน” มากขึ้นไปอีก

๔.    ทำให้ความทุกข์มันสิ้นสุดลงที่ตัวเราเอง
ดูจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่จะทำแบบนี้ แต่ก็อาจจะเป็นวิธีที่ดี
โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้อง “ยอมรับ” ว่าทุกข์ที่เกิดขึ้น เป็นของเราเอง เสียก่อน
ในระยะยาว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ การโยนมันออกไปจากตัวเราอยู่ดี

๕.    เปลี่ยนความทุกข์ไปเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ (“เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส”)
วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด (หากทำได้)
คือ การเปลี่ยนสิ่งที่รู้สึกเป็นทุกข์ ไปสู่สิ่งที่มีประโยชน์
การดับทุกข์ลงที่ตัวเรา ก็ถือว่าดี แต่จะเป็นประโยชน์กับเราคนเดียว
ส่วนวิธีนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นด้วย
ถือเป็นเป้าหมายที่ดีของชีวิตที่น่าสนใจในการดำเนินชีวิตเพื่อผู้อื่น
แม้เราอาจจะยังไม้หมดทุกข์ แต่การช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ก็จะมีผลต่อการทำให้ทุกข์ของเราคลายลงไปได้ด้วย

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงที่สุด
อ๋อ ขอรับ